วันว่างๆๆๆๆๆๆ
วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555
การจัดการสวนแบบเกษตรอินทรีย์
การปลูก การดูแลรักษาและการจัดการสวนผักตระกูลสลัดผสมผสานอินทรีย์
ครอบครัวคุณปิยะทัศน์และคุณทิพวัลย์ ปลูกผักตระกูลสลัดเพื่อจำหน่ายเป็นพืชหลักตลอดปี ร่วมกับการปลูกผักและพืชสมุนไพรอื่นๆ หลากหลายชนิดเสริมรายได้ การจัดการจึงมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด และตามฤดูกาลผลิต ดังนี้
1) เลือกผักตระกูลสลัด พืชผัก และสมุนไพร ที่แปลกใหม่และไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป
2) ปรับและปรุงดินให้ร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยและวัสดุอินทรีย์ แกลบและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง
3) ปลูกพืชหมุนเวียนปรับเปลี่ยนไปทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว โดยเลือกพืชต่างชนิดและต่างตระกูล เพื่อลดปัญหาการเข้าทำลายของโรคและแมลง การจัดรอบการปลูกพืชผักยังผันแปรตามฤดูกาลและความต้องการของผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตที่หลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ตาราง การจัดรอบการปลูกผักตระกูลสลัดผสมผสานร่วมกับพืชหลากหลายชนิด
5) ทดลองปลูกพืชผักนอกฤดูการผลิตหรือปลูกตลอดปี เช่น ปลูกพืชตระกูลสลัดในฤดูฝน แม้จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ทำหลังคากันฝน ตลอดรวมถึงสลัดจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำกว่าฤดูหนาว 3-4 เท่าก็ตาม ทั้งนี้เพราะครอบครัวคุณปิยะทัศน์ เป็นห่วงผู้บริโภคที่เจ็บป่วยที่ต้องบริโภคผักอินทรีย์เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต การจัดการ และการเรียนรู้ลักษณะการเจริญเติบโตของพืชของพืชแต่ละชนิดในสภาพที่สภาวะแวด ล้อมแตกต่างกัน ซึ่งผลจากการทดลองแต่ละครั้งล้วนมีประโยชน์ต่อการปลูกพืชในครั้งต่อไป
6) เลือกชนิดพืชปลูกที่จะสร้างรายได้หลักให้เหมาะสมกับฤดูกาลผลิตและการเจริญ เติบโตของพืช เช่น ฤดูหนาวเลือกปลูกพืชตระกูลสลัดเป็นพืชหลัก ส่วนฤดูฝนและฤดูร้อนเลือกปลูกผักปังเป็นพืชหลัก และปลูกบวบ หอมสด หญ้าปักกิ่ง และจินกุยฉ่าย เป็นพืชรอง แล้วจึงปลูกพืชผักอื่นๆ เสริมรายได้
7) การปรับอัตราปุ๋ยให้เหมาะสมกับระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากดินได้รับการปรับปรุงด้วยปุ๋ยและวัสดุอินทรีย์มานานกว่า 5 ปี จึงเกิดการสะสมอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชมากขึ้น มีความเป็นกรดด่างเหมาะสมต่อการปลดปล่อยธาตุอาหารพืช ดังนั้นคุณปิยทัศน์จึงลดอัตราปุ๋ยน้อยลงกว่า 1-2 ปีแรก ฤดูฝนจะใส่ปุ๋ยถี่และมากกว่าฤดูหนาว เพราะปุ๋ยบางส่วนถูกชะล้างออกไป
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดพืชผัก ระยะการเจริญเติบโตและฤดูการผลิต สำหรับผักตระกูลสลัดจะใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่พร้อมการเตรียมดิน และครั้งที่สองใส่หลังต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว ซึ่งเดิมใส่ปุ๋ยหมักอินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดมาใช้ร่วมด้วยมีเวลาในการผลิตปุ๋ยเองน้อย ลง ประกอบกับดินได้รับการปรับปรุงจนมีความอุดมสมบูรณดีแล้ว อย่างไรก็ตาม เทคนิคการจัดการปุ๋ยในแต่ละรอบการผลิตอาจมีความแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ที่กล่าวมาจึงเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ผู้สนใจสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม กับตนเองต่อไป
9) การรดน้ำหมักชีวภาพสำหรับพืชผักและสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักกินใบ จึงรดด้วยน้ำหมักใบพืชสีเขียวเป็นหลัก ผสมเสริมด้วยน้ำหมักหอยเชอรี โดยจะใช้อัตราส่วนน้ำหมัก 200 มิลลิลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความถี่ในการรดน้ำหมักสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ โดยจะลดความเข้มข้นและความถี่ในการรดน้ำหมัก เมื่อพืชผักยังเจริญเติบโตดี แต่มีข้อควรระวัง คือ หากรดน้ำหมักเร่งดอกผล (น้ำหมักจากผลไม้) จะทำให้ผักกินใบหยุดชะงักการเจริญเติบโตด้านลำต้นแทนการเจริญเติบโตด้านลำ ต้น
10) ระยะปลูก ฤดูฝนระยะปลูกผักจะต้องถี่กว่าฤดูหนาว เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูก เพราะผักตระกูลสลัดมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ ซึ่งการปรับระยะปลูกให้เหมาะสมจะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ได้
11) อายุการเก็บผลผลิตพืชผักแต่ละชนิดจะผันแปรตามฤดูกาลผลิต ความต้องการของตลาดและปริมาณผลผลิตผักจากสวน ฤดูหนาวผักสลัดเจริญเติบโตเร็ว จึงมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ในขณะที่ฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวได้ช้าตามลักษณะการเจริญเติบโต หากผักขาดตลาดและ/หรือมีปริมาณผักไม่เพียงพอ จะแบ่งเก็บผลผลิตที่เจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ไปจำหน่ายเพื่อรักษาลูกค้า และทยอยเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ จนกว่าผลผลิตจะหมดแปลง
12) วิธีการเก็บ และการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ช่วงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็นเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ผักทุกชนิดต้องนำมาตัดแต่งและล้างให้สะอาดแล้วนำใส่เข่งคลุมทับด้วยผ้าชุบ น้ำ
13) การศึกษาถึงคุณค่าของพืชผักและสมุนไพรที่ตนเองปลูกและจำหน่ายเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่ง พร้อมต้องทดลองชิมและปรุงอาหารจากพืชผักเหล่านั้น เพราะจะทำให้ผู้ผลิตมีความมั่นใจต่อคุณภาพสินค้าของตนเองพร้อมทั้งสามารถที่ จะอธิบายให้กับผู้บริโภคได้เข้าใจถึงสรรพคุณของพืชผักและสมุนไพรนั้นได้เป็น อย่างลึกซึ้ง หากมีเอกสารอ้างทางวิชาการจะยิ่งช่วยทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นต่อ ผลิตภัณฑ์ และย้อนกลับมาซื้อสินค้าเพื่อบริโภคตลอดไป
14) พืชสมุนไพรเป็นอีกกลุ่มพืชหนึ่งที่มีแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคเพิ่ม สูงขึ้น ด้วยผู้บริโภคสนใจรับประทานอาหารและสมุนไพรเพื่อสุขภาพมากขึ้น สมุนไพรได้รับความนิยม เช่น หญ้าปักกิ่ง จิงกุยฉ่าย และว่านหางจระเข้ เป็นต้น
15) การปลูกไม้ผลช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและสร้างรายได้ทดแทนในช่วงฤดู ร้อน ซึ่งผักเจริญเติบโตให้ผลผลิตน้อย ประกอบกับไม้ผลต้องการความละเอียดในการดูแลรักษาน้อยกว่าพืชผัก ผลไม้ที่โดดเด่น ได้แก่ มะม่วงโชคอนันต์ มันขุนศรีและมะม่วงพันธุ์ลูกผสม เป็นต้น
16) การปลูกพืชผักอินทรีย์ มักพบการระบาดของแมลงเข้าทำผลผลิต ซึ่งบางครั้งไม่สามารถที่จะควบคุมได้ นอกจากนี้ยังพบอาหารขาดธาตุอาหารพืชเมื่อดินมีสภาพเป็นด่าง (ค่า pH > 7) โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่จะแสดงอาการสีเหลืองซีสของใบยอด อย่างไรก็ตาม ขอให้เรายอมรับธรรมชาติ และจัดการกับปัญหาด้วยความรอบคอบ เราย่อมมีความสุขและสนุกกับงาน
ครอบครัวคุณปิยะทัศน์และคุณทิพวัลย์ ปลูกผักตระกูลสลัดเพื่อจำหน่ายเป็นพืชหลักตลอดปี ร่วมกับการปลูกผักและพืชสมุนไพรอื่นๆ หลากหลายชนิดเสริมรายได้ การจัดการจึงมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด และตามฤดูกาลผลิต ดังนี้
1) เลือกผักตระกูลสลัด พืชผัก และสมุนไพร ที่แปลกใหม่และไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป
2) ปรับและปรุงดินให้ร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์ ด้วยปุ๋ยและวัสดุอินทรีย์ แกลบและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง
3) ปลูกพืชหมุนเวียนปรับเปลี่ยนไปทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว โดยเลือกพืชต่างชนิดและต่างตระกูล เพื่อลดปัญหาการเข้าทำลายของโรคและแมลง การจัดรอบการปลูกพืชผักยังผันแปรตามฤดูกาลและความต้องการของผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตที่หลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ตาราง การจัดรอบการปลูกผักตระกูลสลัดผสมผสานร่วมกับพืชหลากหลายชนิด
| การจัดรอบการปลูกพืชผักในแต่ละแปลงปลูก ฤดูหนาว | การจัดรอบการปลูกพืชผักในแต่ละแปลงปลูก ฤดูฝนและฤดูร้อน |
| รอบปลูกที่ 1 | รอบปลูกที่ 1 |
| สลัดคอส | ผักปัง |
| รอบปลูกที่ 2 | รอบปลูกที่ 2 |
| สลัดกุหลาบ | พืชตระกูลสลัด |
| รอบปลูกที่ 3 | รอบปลูกที่ 3 |
| ขึ้นฉ่าย หรือ หอม หรือ ผักชีลาว | หอม หรือ หญ้าปักกิ่ง หรือ ผักชีลาว |
| รอบปลูกที่ 4 | รอบปลูกที่ 4 |
| สลัดแก้ว | พืชตระกูลสลัด |
| รอบปลูกที่ 5 | รอบปลูกที่ 5 |
| สลัดม่วง | ผักปัง หรือ บวบ |
6) เลือกชนิดพืชปลูกที่จะสร้างรายได้หลักให้เหมาะสมกับฤดูกาลผลิตและการเจริญ เติบโตของพืช เช่น ฤดูหนาวเลือกปลูกพืชตระกูลสลัดเป็นพืชหลัก ส่วนฤดูฝนและฤดูร้อนเลือกปลูกผักปังเป็นพืชหลัก และปลูกบวบ หอมสด หญ้าปักกิ่ง และจินกุยฉ่าย เป็นพืชรอง แล้วจึงปลูกพืชผักอื่นๆ เสริมรายได้
7) การปรับอัตราปุ๋ยให้เหมาะสมกับระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากดินได้รับการปรับปรุงด้วยปุ๋ยและวัสดุอินทรีย์มานานกว่า 5 ปี จึงเกิดการสะสมอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชมากขึ้น มีความเป็นกรดด่างเหมาะสมต่อการปลดปล่อยธาตุอาหารพืช ดังนั้นคุณปิยทัศน์จึงลดอัตราปุ๋ยน้อยลงกว่า 1-2 ปีแรก ฤดูฝนจะใส่ปุ๋ยถี่และมากกว่าฤดูหนาว เพราะปุ๋ยบางส่วนถูกชะล้างออกไป
9) การรดน้ำหมักชีวภาพสำหรับพืชผักและสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักกินใบ จึงรดด้วยน้ำหมักใบพืชสีเขียวเป็นหลัก ผสมเสริมด้วยน้ำหมักหอยเชอรี โดยจะใช้อัตราส่วนน้ำหมัก 200 มิลลิลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความถี่ในการรดน้ำหมักสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ โดยจะลดความเข้มข้นและความถี่ในการรดน้ำหมัก เมื่อพืชผักยังเจริญเติบโตดี แต่มีข้อควรระวัง คือ หากรดน้ำหมักเร่งดอกผล (น้ำหมักจากผลไม้) จะทำให้ผักกินใบหยุดชะงักการเจริญเติบโตด้านลำต้นแทนการเจริญเติบโตด้านลำ ต้น
10) ระยะปลูก ฤดูฝนระยะปลูกผักจะต้องถี่กว่าฤดูหนาว เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูก เพราะผักตระกูลสลัดมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ ซึ่งการปรับระยะปลูกให้เหมาะสมจะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ได้
11) อายุการเก็บผลผลิตพืชผักแต่ละชนิดจะผันแปรตามฤดูกาลผลิต ความต้องการของตลาดและปริมาณผลผลิตผักจากสวน ฤดูหนาวผักสลัดเจริญเติบโตเร็ว จึงมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ในขณะที่ฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวได้ช้าตามลักษณะการเจริญเติบโต หากผักขาดตลาดและ/หรือมีปริมาณผักไม่เพียงพอ จะแบ่งเก็บผลผลิตที่เจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ไปจำหน่ายเพื่อรักษาลูกค้า และทยอยเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ จนกว่าผลผลิตจะหมดแปลง
12) วิธีการเก็บ และการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ช่วงแดดอ่อนๆ ในตอนเย็นเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ผักทุกชนิดต้องนำมาตัดแต่งและล้างให้สะอาดแล้วนำใส่เข่งคลุมทับด้วยผ้าชุบ น้ำ
13) การศึกษาถึงคุณค่าของพืชผักและสมุนไพรที่ตนเองปลูกและจำหน่ายเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่ง พร้อมต้องทดลองชิมและปรุงอาหารจากพืชผักเหล่านั้น เพราะจะทำให้ผู้ผลิตมีความมั่นใจต่อคุณภาพสินค้าของตนเองพร้อมทั้งสามารถที่ จะอธิบายให้กับผู้บริโภคได้เข้าใจถึงสรรพคุณของพืชผักและสมุนไพรนั้นได้เป็น อย่างลึกซึ้ง หากมีเอกสารอ้างทางวิชาการจะยิ่งช่วยทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นต่อ ผลิตภัณฑ์ และย้อนกลับมาซื้อสินค้าเพื่อบริโภคตลอดไป
14) พืชสมุนไพรเป็นอีกกลุ่มพืชหนึ่งที่มีแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคเพิ่ม สูงขึ้น ด้วยผู้บริโภคสนใจรับประทานอาหารและสมุนไพรเพื่อสุขภาพมากขึ้น สมุนไพรได้รับความนิยม เช่น หญ้าปักกิ่ง จิงกุยฉ่าย และว่านหางจระเข้ เป็นต้น
15) การปลูกไม้ผลช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและสร้างรายได้ทดแทนในช่วงฤดู ร้อน ซึ่งผักเจริญเติบโตให้ผลผลิตน้อย ประกอบกับไม้ผลต้องการความละเอียดในการดูแลรักษาน้อยกว่าพืชผัก ผลไม้ที่โดดเด่น ได้แก่ มะม่วงโชคอนันต์ มันขุนศรีและมะม่วงพันธุ์ลูกผสม เป็นต้น
16) การปลูกพืชผักอินทรีย์ มักพบการระบาดของแมลงเข้าทำผลผลิต ซึ่งบางครั้งไม่สามารถที่จะควบคุมได้ นอกจากนี้ยังพบอาหารขาดธาตุอาหารพืชเมื่อดินมีสภาพเป็นด่าง (ค่า pH > 7) โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่จะแสดงอาการสีเหลืองซีสของใบยอด อย่างไรก็ตาม ขอให้เรายอมรับธรรมชาติ และจัดการกับปัญหาด้วยความรอบคอบ เราย่อมมีความสุขและสนุกกับงาน
คะน้าอินทรีย์
คะน้า (Chinese Kale) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica albograba Bailey ผักคะน้าเป็นผักอายุ 2 ปี แต่ปลูกเป็นผักฤดูเดียว อายุตั้งแต่หว่านจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 45-55 วัน ผักคะน้าสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีแต่เวลาที่ปลูกได้ผลดีที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน คะน้าสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรด-ด่างระหว่าง 5.5-6.8 และมีความชื้นในดินสูงสม่ำเสมอ

ภาพ ลักษณะแปลงปลูกผักคะน้าอินทรีย์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
การเตรียมดินในแปลงเพาะกล้า
แปลงเพาะกล้าควรไถและพรวนดินให้ละเอียด ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน หลังจากนั้นจึงคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ในอัตรา 2-4 ตัน/ไร่ พรวนย่อยดินให้ละเอียดโดยเฉพาะผิวหน้าดิน เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กตกในดินลึกเกินไป
การเพาะกล้า
หลังจากเตรียมแปลงเพาะกล้าแล้ว หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง แล้วกลบด้วยปุ๋ยหมักหนา 0.5-1.0 เซนติเมตร เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มคลุมด้วยฟางบางๆ เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 15-20 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก
การเตรียมดินแปลงปลูก
ทำการเตรียมแปลงปลูกเช่นเดียวกับแปลงเพาะกล้า ยกแปลงปลูกสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 1เมตร ยาวตามความยาวของพื้นที่ จัดระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร (แถวคู่) โดยขุดหลุมลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุม 200 กรัม/ หลุม แล้วจึงย้ายกล้าลงปลูก และรดน้ำให้ชุ่ม
การดูแลรักษา
การใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกคะน้าแล้ว 20 วันควรใส่ปุ๋ยหมักครั้งแรก และใส่ปุ๋ยหมักครั้งที่ 2 เมื่อคะน้ามีอายุ 30 วันหลังปลูก โดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 300-500 กิโลกรัม/ไร่ โดยโรยข้างต้นคะน้าห่างประมาณ 15 เซนติเมตร หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องพรวนกลบปุ๋ยลงดิน และควรฉีดพ่นปุ๋ยน้ำชีวภาพ (จากพืชและสัตว์) ร่วมกับฮอร์โมนไข่อัตรา 50-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
การให้น้ำ ควรรดน้ำเช้าเย็น คะน้าเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เพราะต้นคะน้ามีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้นคะน้าที่ขาดน้ำจะชะงักการเจริญเติบโต
การจัดการศัตรูผักคะน้า
การกำจัดวัชพืชในแปลงคะน้าทำได้โดยการถอน หรือใช้จอบพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ มีความจำเป็นมาก เนื่องจากต้นพืชประธานต้องเติบโต แข็งแรง สามารถต่อสู้ แข่งขันกับวัชพืชต่อไปได้
แมลงศัตรูที่สำคัญของคะน้า ได้แก่
1. หนอนกระทู้ผัก(Spodoptera litura) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกได้แก่ หนอนกระทู้ยาสูบ หนอนกระทู้ผักอื่น ๆ เช่น กวางตุ้ง กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ ผักกาดขาวปลี ผักกาดหัว หนอนกระทู้ผัก มีลำตัวอ้วนป้อม มีจุด สีดำใหญ่ตรงปล่องที่ 3 แม่ผีเสื้อจะวางไข่ เป็นกลุ่มปกคลุมด้วยขนสีฟางข้าว กลุ่มไข่ มีอายุ 3-4 วันก็จะฟักเป็นตัวอ่อนอยู่รวมกับเป็นกลุ่ม แทะกินผิวใบก่อน ต่อมาจึงแยกย้ายกันไปกัดกินใบ เมื่อพ้นวัยที่ 2 ตัวหนอนโตเต็มที่มีขนาด 3-4 เซนติเมตร กัดกินใบคะน้าอยู่ 10-14 วัน จึงเริ่มเข้าดักแด้ในดินระยะดักแด้ 7-10 วัน ก็เจริญเป็นผีเสื้อขนาดกลางเมื่อกางปีก กว้าง 3-3.5 เซนติเมตร ปีกสีน้ำตาลปีกคู่หน้ามีเส้นสีเหลืองพาดหลายเส้น พบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ระบาดทั่วไปไม่จำกัดฤดูปลูก

เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัด โดยหมั่นตรวจแปลงผักคะน้า ถ้าพบกลุ่มไข่ ให้รีบจับทำลาย เพราะกลุ่มไข่ 1 กลุ่ม จะฟักเป็นหนอน ได้หลายร้อยตัว เนื่องจากการผลิตคะน้าอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี ฉีดพ่นแต่จะปล่อยให้มีแมลงธรรมชาติชนิดอื่น ๆ มาควบคุมกันเอง โดยในปีแรก ๆ ที่เริ่มโครงการปลูก ผักอินทรีย์ ผักจะเสียหายมาก ได้ผลผลิตน้อย แต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แมลงธรรมชาติในแปลงผักจะมีปริมาณมากขึ้น โดยพบว่า ผักคะน้า มีใบแหว่งหรือขาดเป็นรูพรุนลดลง สอดคล้องกับรายงานของ สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนที่รายงานว่า หนอนกระทู้ผัก มีศัตรูธรรมชาติเป็นพวกแตนเบียนหนอน ซึ่งมีขนาดเล็กมาก คอยทำลายอยู่ ถ้าเกษตรกรไม่ฉีดพ่นสารเคมี ก็จะทำให้ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมวนตัวห้ำจำพวกมวนพิฆาตก็จะเพิ่มปริมาณคอยทำลายหนอนกระทู้ผักอีกทาง หนึ่งด้วย
การป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ เกษตรกรจะไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงฉีดพ่น แต่จะปล่อยให้มีแมลงธรรมชาติชนิดอื่น ๆ มาควบคุมกันเอง โดยในปีแรก ๆ ที่เริ่มโครงการปลูกผักอินทรีย์ ผักจะเสียหายมาก ได้ผลผลิตน้อย แต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แมลงธรรมชาติในแปลงผักจะมีปริมาณมากขึ้น โดยพบว่า ผักคะน้ามีใบแหว่งหรือขาดเป็นรูพรุนลดลง

2. หนอนใยผัก(Diamond back moth) ชื่อวิทยาศาสตร์: Plutella xylostella (Curt.)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำทุกชนิด
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล คือ เก็บตัวหนอนทำลาย
2. อนุรักษ์แตนเบียนไข่ของหนอนใยผักในแปลง
3. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus thrurigiensis) ควรรีบใช้เมื่อพบไข่หรือหนอนวัย 2-3 จะได้ผลดี
4. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
3. หนอนคืบผัก/หนอนคืบกะหล่ำ(Cabbage looper) ชื่อวิทยาศาสตร์: Trichoplusia ni Hubner
พืชอาหาร: กะหล่ำดาว กะหล่ำปลีหัวใจ ผักกาดขาวปลี บร็อคโคลี่ ผักกาดหางหงส์
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล คือ เก็บตัวหนอนทำลาย
2. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus subtilis) ควรรีบใช้เมื่อพบไข่หรือหนอนที่เพิ่งฟัก
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
4. หนอนกระทู้หอม (Beet armyworm) ชื่อวิทยาศาสตร์: Spodoptera exigua Hubner
พืชอาหาร: สามารถทำลายพืชได้หลายชนิด เช่น พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่ และตัวหนอนกระทู้หอมที่พบในแปลงทำลายจะเป็นการช่วยลดการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus subtilis) หรือใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอมฉีดพ่น
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
5. หนอนเจาะยอดกะหล่ำ (Cabbage webworm) ชื่อวิทยาศาสตร์: Hellula undalis F.
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. กำจัดเศษซากพืช และขุดดินตากแดดเพื่อกำจัดดักแด้
2. ฉีดพ่นเชื้อ Bt (Bacillus subtilis) เมื่อพบไข่และตัวหนอน
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
6. ด้วงหมัดผัก / ด้วงหมัดกระโดด(Vegetable flea beetle) ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllotreta sinuate Step. (ชนิดแถบลาย) Phyllotreta chontalica Dueriv. (ชนิดสีน้ำเงิน)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ ผักกาดหัว ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดที่มีกลิ่นฉุน
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ทำการกำจัดวัชพืชในแปลงหรือบริเวณแปลง จะช่วยบรรเทาการระบาดมิให้รุนแรงมากได้ เพราะด้วงหมัดอาศัยเป็นแหล่งกำเนิดและเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่ตลอดเวลา และรวมทั้งการกำจัดต้นพืชที่เก็บเกี่ยวไม่หมดออกไป การไถ พรวน หรือตากดินหลังไถ ก็จะช่วยทำลายตัวอ่อน และดักแด้ที่อยู่ในดินได้
2. ปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหารด้วงหมัดผักสลับหมุนเวียน
3. หากมีการปลูกในพื้นที่ซ้ำ ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema thailandensi) ฉีดพ่นหรือราดบนแปลงปลูกหลังจากย้ายกล้าเพื่อทำลายตัวหนอนที่อยู่ในดิน
4. ใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thrurigiensis
7. หนอนผีเสื้อกะหล่ำ / หนอนผีเสื้อขาว(Cabbage white) ชื่อวิทยาศาสตร์: Pieris spp.
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่ ตัวหนอน ผีเสื้อตัวเต็มวัยออกทำลาย
2. ฉีดพ่นเชื้อ Bt Bacillus thrurigiensis เมื่อหนอนเพิ่งฝักออกจากไข่
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
8. เพลี้ยอ่อน(Aphid) ชื่อวิทยาศาสตร์: Myzus percicae (Sulzer) Lipaphis erysimi (Kaltenbach)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. การอนุรักษ์แมลงตัวห้ำ เช่น ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส ปล่อยในแปลง หรือแตนเบียนเพลี้ยอ่อน
2. ฉีดพ่นสารสกัดสะเดาหรือน้ำหมักยาสูบ
การเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว บรรจุภัณฑ์และ/หรือ ช่องทางจำหน่าย
การเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังขาดความรู้อยู่พอสมควร แต่ที่ปฏิบัติอยู่เก็บได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ ไม่เน้นเก็บไว้นาน เก็บเสร็จล้างให้สะอาด บรรจุถุงพลาสติก เจาะรู ถุงละ 5 กิโลกรัม หรือ 10 กิโลกรัม แล้วขนส่งตลาดทั่วไป ซึ่งเป็นแผงประจำของผักอินทรีย์ ระยะทางขนส่งไม่ไกลจากแหล่งผลิตนัก ไม่ได้ไปวางขายตาม Green net เนื่องจากปริมาณที่ปลูกมีไม่มาก การขนส่งไกล อาจไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะถ้าผลผลิตเหลือก็จะเป็นการสูญเปล่า

ภาพ ลักษณะแปลงปลูกผักคะน้าอินทรีย์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
จากการสัมภาษณ์เกษตรกรจำนวน 3 ราย คือ สวนร่วมสมัย ตำบลเขาวงกต อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี คุณสุนันท์ ชมดี เขาค้อทะเลภู อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และคุณรัศภัธ ยิ่งสุขสันติสุข อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สรุปวิธีการปลูกและการดูแลรักษาผักคะน้าอินทรีย์ได้ดังนี้
การเตรียมดินในแปลงเพาะกล้า
แปลงเพาะกล้าควรไถและพรวนดินให้ละเอียด ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน หลังจากนั้นจึงคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ในอัตรา 2-4 ตัน/ไร่ พรวนย่อยดินให้ละเอียดโดยเฉพาะผิวหน้าดิน เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กตกในดินลึกเกินไป
การเพาะกล้า
หลังจากเตรียมแปลงเพาะกล้าแล้ว หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง แล้วกลบด้วยปุ๋ยหมักหนา 0.5-1.0 เซนติเมตร เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มคลุมด้วยฟางบางๆ เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 15-20 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก
การเตรียมดินแปลงปลูก
ทำการเตรียมแปลงปลูกเช่นเดียวกับแปลงเพาะกล้า ยกแปลงปลูกสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 1เมตร ยาวตามความยาวของพื้นที่ จัดระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร (แถวคู่) โดยขุดหลุมลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุม 200 กรัม/ หลุม แล้วจึงย้ายกล้าลงปลูก และรดน้ำให้ชุ่ม
การดูแลรักษา
การใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกคะน้าแล้ว 20 วันควรใส่ปุ๋ยหมักครั้งแรก และใส่ปุ๋ยหมักครั้งที่ 2 เมื่อคะน้ามีอายุ 30 วันหลังปลูก โดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 300-500 กิโลกรัม/ไร่ โดยโรยข้างต้นคะน้าห่างประมาณ 15 เซนติเมตร หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องพรวนกลบปุ๋ยลงดิน และควรฉีดพ่นปุ๋ยน้ำชีวภาพ (จากพืชและสัตว์) ร่วมกับฮอร์โมนไข่อัตรา 50-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
การให้น้ำ ควรรดน้ำเช้าเย็น คะน้าเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เพราะต้นคะน้ามีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้นคะน้าที่ขาดน้ำจะชะงักการเจริญเติบโต
การจัดการศัตรูผักคะน้า
การกำจัดวัชพืชในแปลงคะน้าทำได้โดยการถอน หรือใช้จอบพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ มีความจำเป็นมาก เนื่องจากต้นพืชประธานต้องเติบโต แข็งแรง สามารถต่อสู้ แข่งขันกับวัชพืชต่อไปได้
แมลงศัตรูที่สำคัญของคะน้า ได้แก่
1. หนอนกระทู้ผัก(Spodoptera litura) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกได้แก่ หนอนกระทู้ยาสูบ หนอนกระทู้ผักอื่น ๆ เช่น กวางตุ้ง กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ ผักกาดขาวปลี ผักกาดหัว หนอนกระทู้ผัก มีลำตัวอ้วนป้อม มีจุด สีดำใหญ่ตรงปล่องที่ 3 แม่ผีเสื้อจะวางไข่ เป็นกลุ่มปกคลุมด้วยขนสีฟางข้าว กลุ่มไข่ มีอายุ 3-4 วันก็จะฟักเป็นตัวอ่อนอยู่รวมกับเป็นกลุ่ม แทะกินผิวใบก่อน ต่อมาจึงแยกย้ายกันไปกัดกินใบ เมื่อพ้นวัยที่ 2 ตัวหนอนโตเต็มที่มีขนาด 3-4 เซนติเมตร กัดกินใบคะน้าอยู่ 10-14 วัน จึงเริ่มเข้าดักแด้ในดินระยะดักแด้ 7-10 วัน ก็เจริญเป็นผีเสื้อขนาดกลางเมื่อกางปีก กว้าง 3-3.5 เซนติเมตร ปีกสีน้ำตาลปีกคู่หน้ามีเส้นสีเหลืองพาดหลายเส้น พบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ระบาดทั่วไปไม่จำกัดฤดูปลูก

ภาพที่ 2 ภาพหนอนกระทู้ผัก
เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัด โดยหมั่นตรวจแปลงผักคะน้า ถ้าพบกลุ่มไข่ ให้รีบจับทำลาย เพราะกลุ่มไข่ 1 กลุ่ม จะฟักเป็นหนอน ได้หลายร้อยตัว เนื่องจากการผลิตคะน้าอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี ฉีดพ่นแต่จะปล่อยให้มีแมลงธรรมชาติชนิดอื่น ๆ มาควบคุมกันเอง โดยในปีแรก ๆ ที่เริ่มโครงการปลูก ผักอินทรีย์ ผักจะเสียหายมาก ได้ผลผลิตน้อย แต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แมลงธรรมชาติในแปลงผักจะมีปริมาณมากขึ้น โดยพบว่า ผักคะน้า มีใบแหว่งหรือขาดเป็นรูพรุนลดลง สอดคล้องกับรายงานของ สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนที่รายงานว่า หนอนกระทู้ผัก มีศัตรูธรรมชาติเป็นพวกแตนเบียนหนอน ซึ่งมีขนาดเล็กมาก คอยทำลายอยู่ ถ้าเกษตรกรไม่ฉีดพ่นสารเคมี ก็จะทำให้ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมวนตัวห้ำจำพวกมวนพิฆาตก็จะเพิ่มปริมาณคอยทำลายหนอนกระทู้ผักอีกทาง หนึ่งด้วย
การป้องกันกำจัดแมลงเหล่านี้ เกษตรกรจะไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลงฉีดพ่น แต่จะปล่อยให้มีแมลงธรรมชาติชนิดอื่น ๆ มาควบคุมกันเอง โดยในปีแรก ๆ ที่เริ่มโครงการปลูกผักอินทรีย์ ผักจะเสียหายมาก ได้ผลผลิตน้อย แต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แมลงธรรมชาติในแปลงผักจะมีปริมาณมากขึ้น โดยพบว่า ผักคะน้ามีใบแหว่งหรือขาดเป็นรูพรุนลดลง

ภาพที่ 3 แสดงหนอนกระทู้กัดกินใบคะน้า
2. หนอนใยผัก(Diamond back moth) ชื่อวิทยาศาสตร์: Plutella xylostella (Curt.)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำทุกชนิด
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล คือ เก็บตัวหนอนทำลาย
2. อนุรักษ์แตนเบียนไข่ของหนอนใยผักในแปลง
3. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus thrurigiensis) ควรรีบใช้เมื่อพบไข่หรือหนอนวัย 2-3 จะได้ผลดี
4. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
3. หนอนคืบผัก/หนอนคืบกะหล่ำ(Cabbage looper) ชื่อวิทยาศาสตร์: Trichoplusia ni Hubner
พืชอาหาร: กะหล่ำดาว กะหล่ำปลีหัวใจ ผักกาดขาวปลี บร็อคโคลี่ ผักกาดหางหงส์
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล คือ เก็บตัวหนอนทำลาย
2. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus subtilis) ควรรีบใช้เมื่อพบไข่หรือหนอนที่เพิ่งฟัก
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
4. หนอนกระทู้หอม (Beet armyworm) ชื่อวิทยาศาสตร์: Spodoptera exigua Hubner
พืชอาหาร: สามารถทำลายพืชได้หลายชนิด เช่น พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่ และตัวหนอนกระทู้หอมที่พบในแปลงทำลายจะเป็นการช่วยลดการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ใช้เชื้อ Bt (Bacillus subtilis) หรือใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอมฉีดพ่น
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
5. หนอนเจาะยอดกะหล่ำ (Cabbage webworm) ชื่อวิทยาศาสตร์: Hellula undalis F.
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. กำจัดเศษซากพืช และขุดดินตากแดดเพื่อกำจัดดักแด้
2. ฉีดพ่นเชื้อ Bt (Bacillus subtilis) เมื่อพบไข่และตัวหนอน
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
6. ด้วงหมัดผัก / ด้วงหมัดกระโดด(Vegetable flea beetle) ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllotreta sinuate Step. (ชนิดแถบลาย) Phyllotreta chontalica Dueriv. (ชนิดสีน้ำเงิน)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ ผักกาดหัว ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดที่มีกลิ่นฉุน
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ทำการกำจัดวัชพืชในแปลงหรือบริเวณแปลง จะช่วยบรรเทาการระบาดมิให้รุนแรงมากได้ เพราะด้วงหมัดอาศัยเป็นแหล่งกำเนิดและเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่ตลอดเวลา และรวมทั้งการกำจัดต้นพืชที่เก็บเกี่ยวไม่หมดออกไป การไถ พรวน หรือตากดินหลังไถ ก็จะช่วยทำลายตัวอ่อน และดักแด้ที่อยู่ในดินได้
2. ปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหารด้วงหมัดผักสลับหมุนเวียน
3. หากมีการปลูกในพื้นที่ซ้ำ ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema thailandensi) ฉีดพ่นหรือราดบนแปลงปลูกหลังจากย้ายกล้าเพื่อทำลายตัวหนอนที่อยู่ในดิน
4. ใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thrurigiensis
7. หนอนผีเสื้อกะหล่ำ / หนอนผีเสื้อขาว(Cabbage white) ชื่อวิทยาศาสตร์: Pieris spp.
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. ใช้วิธีกล โดยเก็บกลุ่มไข่ ตัวหนอน ผีเสื้อตัวเต็มวัยออกทำลาย
2. ฉีดพ่นเชื้อ Bt Bacillus thrurigiensis เมื่อหนอนเพิ่งฝักออกจากไข่
3. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา
8. เพลี้ยอ่อน(Aphid) ชื่อวิทยาศาสตร์: Myzus percicae (Sulzer) Lipaphis erysimi (Kaltenbach)
พืชอาหาร: พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง
การจัดการแมลงชนิดนี้ ทำได้โดย
1. การอนุรักษ์แมลงตัวห้ำ เช่น ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส ปล่อยในแปลง หรือแตนเบียนเพลี้ยอ่อน
2. ฉีดพ่นสารสกัดสะเดาหรือน้ำหมักยาสูบ
การเก็บเกี่ยว
คะน้ามีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 45-55 วันหลังปลูก ซึ่งเป็นคะน้าที่โตเต็มที่ วิธีการตัดโดยใช้มีดคมตัดที่โคนต้นคะน้าสูงขึ้นมาประมาณ 5 เซนติเมตรการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว บรรจุภัณฑ์และ/หรือ ช่องทางจำหน่าย
การเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังขาดความรู้อยู่พอสมควร แต่ที่ปฏิบัติอยู่เก็บได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ ไม่เน้นเก็บไว้นาน เก็บเสร็จล้างให้สะอาด บรรจุถุงพลาสติก เจาะรู ถุงละ 5 กิโลกรัม หรือ 10 กิโลกรัม แล้วขนส่งตลาดทั่วไป ซึ่งเป็นแผงประจำของผักอินทรีย์ ระยะทางขนส่งไม่ไกลจากแหล่งผลิตนัก ไม่ได้ไปวางขายตาม Green net เนื่องจากปริมาณที่ปลูกมีไม่มาก การขนส่งไกล อาจไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะถ้าผลผลิตเหลือก็จะเป็นการสูญเปล่า
เศรษฐกิจการผลิตการตลาดพืชผักอินทรีย์
|
ผลการศึกษาแสดงถึงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ไทยสามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพการตรวจสอบระบบและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (มกท.) ที่ได้รับการรับรอง (accreditation) จาก IOAS ซึ่งเป็นหน่วยงานของ International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM)การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรที่ทำการผลิตพืชผักอินทรีย์จะได้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อปี 22,389.61 บาท เทียบกับเกษตรกรที่ทำการผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษจะได้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อปี 20,533.23 บาท เกษตรกรที่ทำการผลิตพืชผักอินทรีย์จะได้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อปีสูงกว่าถึงไร่ละ 1,856.38 บาท
จากผลการศึกษาในภาพรวมแสดงถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ในการส่งเสริมและพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยให้เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการค้าภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในระยะเริ่มต้นรัฐควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและอุดหนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเพื่อป้องกันการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ระบบภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้หากการตรวจไม่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
สวนผักอินทรีย์ลุงดิ๊ด - โครงการสวนผักคนเมืองสร้างมิตรภาพชุมชน ม. นักกีฬาแหลมทอง

เมื่อก่อนคนไกล้บ้าน ชายคาก็อยู่ได้หลังคาเดียวกันแต่ไม่เคยจำหน้าได้เลย ไม่เคยพูดจากกันแต่วันนี้ ลุงดิ๊ดชวนคนเหล่านั้นมานั่งลงแล้วจับจอบ จับเสียมพลิกฟื้นพื้นที่ดินว่างเปล่าให้กลายเป็นแปลงผักหลายหลายชนิดไว้รับ ประทานกันเองระหว่างชุมชน และปฐมบทแห่งมิตรภาพใหม่ๆ ก็เริ่มขึ้นจากแปลงผักสวนลุงดิ๊ด
สวนผักอินทรีย์ลุงดิ๊ด โครงการสวนผักคนเมือง ม. นักกีฬาแหลมทอง
พื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นที่รกร้าง และเต็มไปด้วยขยะเพียงไม่กี่ตารางเมตรถูกนำมาฟื้นฟูสภาพตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งริเริ่มงานที่ต้องอุทิศแรงกาย แรงใจเพื่อสังคมนี้โดยลุงดิ๊ดชักชวนเพื่อนบ้านไกล้เรือนเคียงมาลงแรง ทำ ปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมัก พลิกหน้าดิน ทำแปลงผัก ผ่านไปประมาณ 3 เดือน ดินที่เคยมีสภาพเสื่อมโทรมกลับฟื้นฟูสภาพสามารถทดลองปลูกผักได้ ปัจจุบันแปลงผักเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างขมักเขม้นเพื่อผลิตอาหารให้กับแต่ ละครอบครัวได้มีผักอินทรีย์สดๆ ไว้รับประทานฟื้นฟูสภาพดินเสื่อมโทรมด้วยแนวทางเกษตรอินทรีย์
เนื่องจากสภาพเดิมของพื้นที่เป็นดินทิ้งจากงานก่อสร้าง มีเศษหิน เศษปูน มีดินที่สามารถเพาะปลูกได้น้อย ลุงดิ๊ดจึงต้องหา วิธีเพิ่มปริมาณดิน หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากลุงดิ๊ดถึงแนว ทางการฟื้นฟูสภาพดินเสื่อมโทรม กรีนลาเตส์จึงขออนุญาตนำสูตรของลุงดิ๊ดมาแบ่งปันต่อดังนี้ (ขออภัยล่วงหน้าหากผิดพลาดไปจากสูตรต้นฉบับ)- พลิกหน้าดิน (เดิม) เพื่อให้แสงแดดฆ่าเชื้อราให้เหลือน้อยที่สุด ตากดินไว้ในวันที่แดดจัดอย่างน้อย 3 วัน
- ซื้อดินหมักมาใช้เพิ่มปริมาณดินในแปลงผักแต่ละแปลง
- นำใบไม้และอินทรีย์วัตถุที่สะอาดมารองระหว่างชั้นดิน แล้วราดด้วยน้ำหมักเพื่อทำปุ๋ยหมักชีวภาพ (ราดน้ำหมักต่อเนื่อง สลับการพลิกหน้าดินเพื่อลดความร้อนและเพิ่มอากาศให้ดิน)
- ทิ้งให้อินทรีย์วัตถุเน่าเปื่อยประมาณ 1 เดือน (ตามสูตร) จึงค่อยนำต้นกล้าลงปลูก

มิตรภาพใหม่ๆ จากแปลงผัก
ลุงดิ๊ดเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเพื่อนบ้านมักไม่ค่อยได้คุยกันแต่เมื่อมีแปลงผักเกิดขึ้นมันก็กลายเป็นเสมือนสื่อที่นำแต่ละคนมาพบกัน ได้สอบถาม ได้ลงมือปลูก บางคนแรกๆ มายืนดูเฉยๆ แต่พอผ่านไปสักระยะก็มาช่วยถอนหญ้า พรวนดินหรือรดน้ำ แล้วนำวิธีการปลูกไปปลูกผักไว้ในกระถางหน้าบ้านตนเอง จนวันนี้แต่ละบ้านก็จะมีเรื่องที่จะพูดคุยกันมากขึ้นกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา คุยกันแต่เรื่องผัก...เขียนโดย: โอม






ผักกาดหอม (Lettuce) หรือ ผักสลัด ชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuca sativa L.
ลักษณะทั่วไป ผักกาดหอม หรือ ผักสลัด เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย และยุโรป เป็นพืช ฤดูเดียว มีลำต้นอวบสั้น ช่วงข้อถี่ ใบจะเจริญจากข้อเป็นกลุ่ม อาจห่อหัวหรือไม่ห่อหัว ลักษณะรูปร่วงและ สีแตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้น อยู่กับสายพันธุ์ บางพันธุ์อาจมีใบหนาแข็ง บางพันธุ์ใบอ่อน นิ่ม มีสีเขียวอ่อนจน ถึงสีเขียวเข้ม สีน้ำตาลปนแดง สีแดง และสีน้ำตาล เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ผักกาดแก้ว ใบจะห่อหัวซ้อนกันเป็นหัวกลม ใบบาง กรอบ ขอบใบหยักสีเขียวอ่อน หรือผักกาดหอมใบแดง เป็นลักษณะพันธุ์ไม่ห่อหัว ใบหยักเป็นคลื่น ขอบใบหยัก มีสีเขียวปนแดง ผักกาดหอมมีระบบรากแก้วที่สามารถเจริญลง ไปในดิน อย่างรวดเร็ว ช่อดอกเป็นแบบ panicle สูง 2-4 ฟุต ประกอบด้วยดอก 10-25 ดอกต่อช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีเหลือง หรือขาวปนเหลือง ดอกจะบานช่วงเช้า และเป็นระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ผักกาดหอม ผักสลัด (Lettuce) ผักสลัด หรือ ผักกาดหอม เป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 10-24′C ในสภาพอุณหภูมิสูง การเจริญเติบโตทางใบจะลดลง และพืชสร้างสารคล้ายน้ำนม หรือยางมาก เส้นใยสูง เหนียว และมีรสเขียว
ดินที่เหมาะสมต่อการปลูก ผักกาดหอม ผักสลัด (Lettuce) ควรร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึก และอุ้มน้ำได้ดีปานกลาง สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินอยู่ระหว่าง 6-6.5 พื้นที่ปลูกควรโล่ง และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ เนื่องจากใบผักสลัด หรือผักกาดหอมมีลักษณะบาง ไม่ทนต่อฝน ดังนั้นในช่วงฤดูฝนควร ควรปลูกใต้โรงเรือน
การใช้ประโยชน์ และคุณค่าทางอาหาร ผักกาดหอม ผักสลัด (Lettuce)
ผักกาดหอม หรือ ผักสลัด เป็นพืชที่นิยมบริโภคสด โดยเฉพาะในสลัด หรือกินกับยำ นำมาตกแต่งในจานอาหาร แต่สามารถประกอบอาหารได้บางชนิด ผักสลัด หรือผักกาดหอมมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก และมีวิตามินซีสูง โดยเฉพาะผักกาดหอมที่มีใบสีแดง นอกจากนี้ยังให้ฮีโมโกลบิน(hemoglobin) ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บรรเทาอาการท้องผูก เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
การปฎิบัติดูแลรักษา ผักสลัด หรือ ผักกาดหอม ตามระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต
การเตรียมดิน ขุดดินตากแดด และโรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 0-100 กรัม/ตรม. ทิ้งไว้ 14 วัน ให้วัชพืชแห้งตาย ขึ้นแปงกว้าง 1 ม. ใส่ปุ๋ย 12-24-12 และ 15-0-0 อัตรา 50 กก./ไร่(รองพื้น) ปุ๋ยคอกอัตรา 2-4 ตัน/ไร่
การเตรียมกล้า เพาะกล้าในถาดหลุมแบบประณีต ดินเพาะควรระบายน้ำดี อายุกล้าประมาณ 3-4 อาทิตย์
การปลูก ระยะปลูก 30×30 ซม. 3 แถว ในฤดูร้อน และ 40×40 ซม. 3 แถว ในฤดูฝน(เพื่อป้องกันการระบาดของโรค)
ข้อควรระวัง
- อย่าปลูกในหลุมใหญ่ หรือลึก เพราะน้ำอาจขังหากการระบายน้ำไม่ดี อาจทำให้เน่าเสียหาย
- อย่าเหยียบหลังแปลงเพาะ จะทำให้ดินแน่น พืชเติบโตได้ไม่ดี
- กล้าควรแข็งแรง อายุไม่เกิน 30 วัน เมื่อย้ายปลูก
- ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ตามที่แนะนำ
- ก่อนใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ ต้องวัด pH ก่อนช่วงเตรียมดิน
- หลังย้ายกล้าในฤดูฝนให้ระวังหนอนกระทู้ดำ และจิ้งหรีด
การใส่ปุ๋ย ผักกาดหอม ผักสลัด (Lettuce) หลังปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 หรือผสม 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ อย่างละครึ่ง พร้อมกำจัดวัชพืช หลังปลูก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ย 13-13-21 พร้อมกำจัดวัชพืช หลังปลูก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ย 13-13-21 พร้อมกำจัดวัชพืช ขุดร่องลึก 2-3 ซม. รัศมีจากต้น 10 ซม. โรยปุ๋ย 1/2 ช้อนโต๊ะ กลบดินแล้วรดน้ำ
ข้อควรระวัง
- ควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้(Tipburn) บางพื้นที่มีปัญหาขาดธาตุรอง
- การพรวนดิน ระวังอย่างกระทบเทือนรากหรือต้นเพราะจะมีผล ต่อการเข้าปลีที่ไม่สมบูรณ์
- ควรเตรียมแปลงปลูกโดยใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักปริมาณที่มาก
- ไม่ควรปลูกซ้ำที่
เมื่อ ผักกาดหอม ผักสลัด (Lettuce) มีอายุได้ประมาณ 40-60 วัน หลังย้ายปลูกใช้มีดตัด และเหลือใบนอก3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายในการขนส่ง หลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวตอนเปียกควรเก็บเกี่ยวตอนบ่าย หรือค่ำแล้วผึ่งลมในที่ร่ม และคัดเกรด ป้ายปูนแดงที่รอยตัดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่หัว อย่าล้างผัก บรรจุลงลังพลาสติก
ข้อควรระวัง
- ในฤดูฝน เก็บเกี่ยวก่อนผักสลัดโตเต็มที่ 2-3 วัน เพราะเน่าง่าย
- เก็บซากต้นนำไปเผา หรือฝังลึกประมาณ 1 ฟุต ป้องกันการระบาดและสะสมโรคในแปลงปลูก
ระยะกล้า 20-25 วัน โรคโคนเน่า
ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 25-30 วัน โรคใบจุด, โรคหัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกระทู้ดำ, หนอนกินใบ,
ระยะห่อหัว30-35 วัน โรคใบจุด, โรคหัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ,
ระยะเก็บเกี่ยว 50-55 วัน โรคใบจุด, โรคหัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ,
เทคนิคการห่อมะม่วง
มะม่วงในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญอันดับต้นๆของประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก ความต้องการบริโภคมะม่วงภายในประเทศและต่างประเทศนับวันจะเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 2 ล้านไร่(กรมส่งเสริมการเกษตร 2541) ผลผลิตทุกปีประมาณ 9 แสนตัน พันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้าได้แก่ น้ำดอกไม้เบอร์4 น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย โชคอนันต์ มหาชนก เขียวมรกต มันขุนศรี แหล่งที่ปลูกมะม่วงที่สำคัญได้แก่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย ประเทศไทยส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 400 ล้านบาท ประเทศที่ส่งออกได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา แคนนาดา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และประเทศแถบตะวันออก แต่การผลิตมะม่วงของเกษตรกรยังประสบปัญหาในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไม่ได้มาตราฐานตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ผลผลิต 100 กิโลกรัมอาจส่งได้เพียง 30 กิโลกรัมเท่านั้นในบางประเทศ แต่บางประเทศก็ไม่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโรค แมลง และสารเคมีตกค้างในผลผลิต และที่หลายประเทศกลัวกันมากคือ แมลงวันผลไม้ หรือแมลงวันทองนั่นเอง การแก้ปัญหาคือ “การห่อผลมะม่วง”
เทคนิคและวิธีการห่อมะม่วง
1.การปลิดผลทิ้งก่อนห่อ
ปลิดผลที่รูปทรงผิดปกติ เช่น อกบุม บิดเบี้ยว ผิวลาย ผลเล็กต่างกันมาก สีเหลือง ควรเหลือไว้ต่อช่อประมาณ 2 ผลการห่อผลควรเลือกห่อเฉพาะผลที่สวย และรูปทรงปกติ ควรห่อ 1 ผลต่อ 1 ถุงเท่านั้น (เพื่อการส่งออก)เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกันผิวไม่สวย ถ้าจะบริโภคเองหรือขายตามตลาดทั่วไปก็ห่อได้หลายผลต่อถุง แต่ถ้าห่อผลที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ถึงท่านจะห่อก็เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพราะสุดท้ายผลก็หลุดร่วงอยู่ข้างในถุง ไม่เชื่อก็ลองดูก็แล้วกัน
2.การห่อผลมะม่วง
เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกันหรือกระแทกกับกิ่ง ป้องกันโรคและแมลง ทำให้สีผิวสวย ลูกมีขนาดโตขึ้น วัสดุห่อผลทั่วไปนิยมใช้ กระดาษหนังสือพิมพ์ ถุงพลาสติกสีขุ่น ถุงกระดาษคาร์บอน ซุนฟง
มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์4 น้ำดอกไม้สีทอง ใช้ถุงกระดาษคาร์บอน ข้างนอกจะเป็นสีน้ำตาลผิวมันน้ำไม่เกาะ ด้านในสีดำ เมื่อห่อไปแล้วจะทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์4 สีเขียวนวล ผลโตไม่มีไข่แมลงวันทอง หรือแมลงวันทองเจาะ ถ้าเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ผิวจะเป็นสีเหลืองทองสวยงาม
มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงอกร่อง เขียวเสวย เขียวมรกต มันขุนศรี แรด แก้ว ฯลฯ
ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ หรือจะใช้ถุงพลาสติกสีขุ่น แต่เชื่อหรือไม่ว่าถ้าใช้กระดาษคาร์บอนห่อราคาจะแพงกว่าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์กิโลกรัมละ 5-6 บาท เลยทีเดียว ผิวมะม่วงที่ใช้กระดาษคาร์บอนห่อสีจะออกเขียวนวลสวยงาม ราคาถุงกระดาษคาร์บอน 1.50 บาท ต่อถุง
มะม่วงมหาชนก มะม่วงอาร์ทูอีทู
ใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่นจะให้สีสันตามลักษณะประจำพันธุ์ของมะม่วง เช่น สีเหลืองอมส้ม สีม่วงอมแดง
3.ระยะเวลาในการห่อ
ความยาวของผลตั้งแต่ 10 เซนติเมตร หรือยาวกว่าไฟแช็คขึ้นไป ข้อควรระวังอย่าตัดก้านช่อหรือก้านใบที่เกะกะออกเพราะจะทำให้ยางติดผลมะม่วง
4.ก่อนห่อผล
ควรพ่นสารเคมีกลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟต ชื่อการค้าทั่วไปในท้องตลาด เช่น มาลาไธออน ซอสตา ยิบไธออน ดอล-เอฟ เพื่อป้องกันการกำจัดแมลงวันทอง เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วง หลังจจากนั้นจึงห่อผล นับจากห่อมะม่วงประมาณ 60 วัน เก็บผลผลิตได้ วิธีการสังเกตการสุกแก่ของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง คือปลายผลจะมีสีเข้มกว่าผล และมะม่วงทั่วไปนำไปจุ่มน้ำ ผลจะจมดิ่งในน้ำ ไม้กระดกตะแคง แปลว่ามะม่วงแก่แล้ว จึงเก็บมาบ่มได้ หรือจะวางไวในตะกล้าบนโต๊ะอาหาร ก็สามารถใช้ประดับได้ แล้วเขาจะค่อยๆหอมและสุกใน 4-5 วันจ๊ะ
สารเคมีที่ห้ามใช้
ไซเปอร์เมทริน อะบาเม็คติน ไดโนทีฟูแรน คาร์โบซัลแฟน คลอไพรีฟอส
โพรพิโคนาโซล
ขนาดของผลมะม่วงเพื่อส่งออก
2S 225 – 249 กรัม
S 250 – 279 กรัม
M 280 – 329 กรัม
L 330 – 379 กรัม
2L 380 – 449 กรัม
3L 450 กรัมขึ้นไป
มะม่วงในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญอันดับต้นๆของประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก ความต้องการบริโภคมะม่วงภายในประเทศและต่างประเทศนับวันจะเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 2 ล้านไร่(กรมส่งเสริมการเกษตร 2541) ผลผลิตทุกปีประมาณ 9 แสนตัน พันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้าได้แก่ น้ำดอกไม้เบอร์4 น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย โชคอนันต์ มหาชนก เขียวมรกต มันขุนศรี แหล่งที่ปลูกมะม่วงที่สำคัญได้แก่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย ประเทศไทยส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 400 ล้านบาท ประเทศที่ส่งออกได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา แคนนาดา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และประเทศแถบตะวันออก แต่การผลิตมะม่วงของเกษตรกรยังประสบปัญหาในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไม่ได้มาตราฐานตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ผลผลิต 100 กิโลกรัมอาจส่งได้เพียง 30 กิโลกรัมเท่านั้นในบางประเทศ แต่บางประเทศก็ไม่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโรค แมลง และสารเคมีตกค้างในผลผลิต และที่หลายประเทศกลัวกันมากคือ แมลงวันผลไม้ หรือแมลงวันทองนั่นเอง การแก้ปัญหาคือ “การห่อผลมะม่วง”
เทคนิคและวิธีการห่อมะม่วง

1.การปลิดผลทิ้งก่อนห่อ
ปลิดผลที่รูปทรงผิดปกติ เช่น อกบุม บิดเบี้ยว ผิวลาย ผลเล็กต่างกันมาก สีเหลือง ควรเหลือไว้ต่อช่อประมาณ 2 ผลการห่อผลควรเลือกห่อเฉพาะผลที่สวย และรูปทรงปกติ ควรห่อ 1 ผลต่อ 1 ถุงเท่านั้น (เพื่อการส่งออก)เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกันผิวไม่สวย ถ้าจะบริโภคเองหรือขายตามตลาดทั่วไปก็ห่อได้หลายผลต่อถุง แต่ถ้าห่อผลที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ถึงท่านจะห่อก็เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพราะสุดท้ายผลก็หลุดร่วงอยู่ข้างในถุง ไม่เชื่อก็ลองดูก็แล้วกัน
2.การห่อผลมะม่วง
เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกันหรือกระแทกกับกิ่ง ป้องกันโรคและแมลง ทำให้สีผิวสวย ลูกมีขนาดโตขึ้น วัสดุห่อผลทั่วไปนิยมใช้ กระดาษหนังสือพิมพ์ ถุงพลาสติกสีขุ่น ถุงกระดาษคาร์บอน ซุนฟง
มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์4 น้ำดอกไม้สีทอง ใช้ถุงกระดาษคาร์บอน ข้างนอกจะเป็นสีน้ำตาลผิวมันน้ำไม่เกาะ ด้านในสีดำ เมื่อห่อไปแล้วจะทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์4 สีเขียวนวล ผลโตไม่มีไข่แมลงวันทอง หรือแมลงวันทองเจาะ ถ้าเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ผิวจะเป็นสีเหลืองทองสวยงามมะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงอกร่อง เขียวเสวย เขียวมรกต มันขุนศรี แรด แก้ว ฯลฯ
ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ หรือจะใช้ถุงพลาสติกสีขุ่น แต่เชื่อหรือไม่ว่าถ้าใช้กระดาษคาร์บอนห่อราคาจะแพงกว่าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์กิโลกรัมละ 5-6 บาท เลยทีเดียว ผิวมะม่วงที่ใช้กระดาษคาร์บอนห่อสีจะออกเขียวนวลสวยงาม ราคาถุงกระดาษคาร์บอน 1.50 บาท ต่อถุง
มะม่วงมหาชนก มะม่วงอาร์ทูอีทู
ใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่นจะให้สีสันตามลักษณะประจำพันธุ์ของมะม่วง เช่น สีเหลืองอมส้ม สีม่วงอมแดง3.ระยะเวลาในการห่อ
ความยาวของผลตั้งแต่ 10 เซนติเมตร หรือยาวกว่าไฟแช็คขึ้นไป ข้อควรระวังอย่าตัดก้านช่อหรือก้านใบที่เกะกะออกเพราะจะทำให้ยางติดผลมะม่วง
4.ก่อนห่อผล
ควรพ่นสารเคมีกลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟต ชื่อการค้าทั่วไปในท้องตลาด เช่น มาลาไธออน ซอสตา ยิบไธออน ดอล-เอฟ เพื่อป้องกันการกำจัดแมลงวันทอง เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วง หลังจจากนั้นจึงห่อผล นับจากห่อมะม่วงประมาณ 60 วัน เก็บผลผลิตได้ วิธีการสังเกตการสุกแก่ของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง คือปลายผลจะมีสีเข้มกว่าผล และมะม่วงทั่วไปนำไปจุ่มน้ำ ผลจะจมดิ่งในน้ำ ไม้กระดกตะแคง แปลว่ามะม่วงแก่แล้ว จึงเก็บมาบ่มได้ หรือจะวางไวในตะกล้าบนโต๊ะอาหาร ก็สามารถใช้ประดับได้ แล้วเขาจะค่อยๆหอมและสุกใน 4-5 วันจ๊ะ
สารเคมีที่ห้ามใช้
ไซเปอร์เมทริน อะบาเม็คติน ไดโนทีฟูแรน คาร์โบซัลแฟน คลอไพรีฟอส

โพรพิโคนาโซล
ขนาดของผลมะม่วงเพื่อส่งออก
2S 225 – 249 กรัม
S 250 – 279 กรัม
M 280 – 329 กรัม
L 330 – 379 กรัม
2L 380 – 449 กรัม
3L 450 กรัมขึ้นไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




สัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างที่ทำการผลิตพืชผักอินทรีย์มาตรฐาน และข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่สามารถรวบรวมได้ในประเทศไทย และต่างประเทศผ่านระบบ INTERNET

