วันว่างๆๆๆๆๆๆ

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

การผลิตมะนาวนอกฤดูแบบเกษตรอินทรีย์

ใช้ปุ๋ยโบกาฉิ + ฮอร์โมนชีวภาพโตตโต้ 
" ใส่โบกาฉิ แล้ว กดใบอ่อน"
ทำมะนาวนอกฤดู แบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรอายุยืน ต้นมะนาวอายุยาว
  • ไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตร
  • ไม่ต้องทำบ่อวง
  • ไม่ต้องคลุมพลาสติกบนหลังร่องลูกฟูก
       มะนาวพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา ปีก่อนที่ผ่านๆมาเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้ราคาถูก แต่ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มะนาวเดือนตุลาคม ราคาดีขึ้น ! เพราะสวนมะนาวหลายๆที่ถูกเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็นนาเสียแล้ว รวมทั้งต้นมะนาวที่ตายลงเพราะเป็นโรค ตอนนี้ใครที่ทำสวนมะนาวอยู่ก็โชคดีไป เพราะรายได้ดีขึ้น และไม่ว่าปีไหนๆตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงหน้าร้อน ราคามะนาวก็ดีเสมอๆ ใครหลายคนคงอยากจะทำมะนาวนอกฤดู เพื่อให้มีรายได้มากขึ้นอีก วันนี้โตตโต้ก็เลยหยิบยกเรื่องการทำมะนาวนอกฤดูมาฝากพี่น้องเกษตรกรกันค่ะ
        ใช้วิธีเกษตรธรรมชาติทำให้ได้มะนาวลูกโตไซส์จัมโบ้ ผลผลิตดี ไม่เป็นโรคเพราะมีภูมิต้านทานโรคได้ดี แมลงไม่รบกวน หลังฤดูกาลเก็บผลผลิตไปแล้วต้นก็ไม่โทรม รวมทั้งไม่มสารพิษตกค้างที่ผลผลิต ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และการให้สารชีวภาพก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรด้วยค่ะ
        การทำมะนาวนอกฤดูโดยทั่วไป มี 3 วิธี
1.            ปลูกโดยใช้บ่อวง เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ดินไม่ดี ดินเค็ม การแก้ปัญหาโดยยกต้นขึ้นไม่ให้รากลงถึงดินเค็มด้านล่าง สามารถอดน้ำได้ง่าย   ทำมะนาวให้ออกตามเวลาเป็นชุดใหญ่ๆพร้อมกันได้ แต่ต้องลงทุนค่าบ่อวง และต้นเจริญเติบโตได้ในเขตจำกัด ต้องใส่ปุ๋ยบ่อย
2.            คลุมพลาสติกบนหลังร่องลูกฟูก (เหมาะสำหรับพื้นที่ ที่มักมีฝนตกหนักติดต่อกันเกินสัปดาห์ด้วย) สามารถอดน้ำได้ง่ายแต่ต้องลงทุนค่าผืนพลาสติก เมื่ออดน้ำประมาณ 15 วัน ใบเหี่ยวแล้ว ก็ให้หว่านโบกาฉิเมื่อต้นมะนาวได้รับน้ำก็จะออกดอก
3.            กดใบอ่อน ด้วยฮอร์โมนชีวภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพ 100% ลงทุนต่ำ กำไรดี และยังเป็นการบำรุงต้นมะนาว และ บำรุงดินไปในตัว มะนาวตามฤดูโดยปกติธรรมชาติแล้ว เมื่อขาดน้ำในฤดูแล้งก็จะเริ่มสะสมอาหาร เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน มะนาวก็จะเริ่มแตกใบอ่อน รวมทั้งออกดอกในช่วงเดือน       มิ.ย. - ก.ค. หากทำการกดใบอ่อนโดยฉีดพ่นฮอร์โมนในช่วงเดือน ก.ค. ใช้เวลาประมาณ 15 -20 วัน ก็จะออกดอก เก็บลูกขายในเดือน ม.ค. - เม.ย. พอดี ทำให้ดอกไหลออกมาเรื่อยๆ ทยอยกันออกหลายรุ่นมีรายได้เป็นช่วงระยะยาว
.ค.
ก.พ.
มี.ค.
เม.ย.
พ.ค.
มิ.ย.
ก.ค.
ส.ค.
ก.ย.
ต.ค.
พ.ย.
ธ.ค.


เตรียมต้น + ใส่ปุ๋ยบำรุงใบ + อย่าให้ขาดน้ำ
ใส่โบกาฉิ แล้ว กดใบอ่อน กลางฤดูฝน




เก็บลูกขาย
ฉีดพ่นฮอร์โมนบำรุงลูก+ขั้วเหนียว + สุโตจู้S.T.
 ร่วมด้วยเสมอเพื่อป้องกันโรค,แมลง,ทำให้ผิวสวย 
ใส่ปุ๋ยโรยบางๆ สม่ำเสมอ


มะนาวเริ่มออกดอก ดูแลฉีดพ่นฮอร์โมน
เมื่อมะนาวติดเป็นผล โรยโบกาฉิบางๆ
1-2 เดือน/ครั้ง
    การเตรียมต้นมะนาว สำหรับทำผลผลิตนอกฤดู (มะนาวอายุ 2 ปี ขึ้นไป แล้วแต่ทรงพุ่ม) 
1.            อย่าให้มะนาวขาดน้ำจนเกินไป ในช่วงฤดูร้อน (มิฉะนั้นมะนาวจะสะสมอาหาร และออกดอกพรึบเมื่อได้รับน้ำฝน)   ระยะนี้ควรบำรุงต้นให้สมบูรณ์ สร้างใบเยอะๆโดยการรดน้ำและใส่โบกาฉิ หรือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักบางๆ เมื่อถึงเดือน มิ.ย.- ก.ค. ก็จะมีดอกออกมาบ้าง จะไม่ออกดอกจนขาวเต็มต้นไปหมด สามารถเก็บลูกขายได้บ้าง แต่หากปลิดลูกออก / ตีทิ้ง ก็จะทำให้มะนาวนอกฤดูนั้นติดมากกว่า
2.            หากสภาพต้นไม่สมบูรณ์ / เป็นโรคเยอะ / ระบบรากเสีย / ใช้ปุ๋ยยาเคมี-ยาฆ่าหญ้า เยอะมาก / ดินแข็ง ไม่ซึมน้ำ  ควรปรับปรุงดินให้ดี และ ต้นมะนาวก็จะสมบูรณ์ตามมา ใช้สารปรับปรุงดิน 1 ก.ก.+ สุโตจู้ S.T. (สูตร 4 ) 500ซีซี ขยายจุลินทรีย์ แช่น้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ประมาณ 12 ชม. แล้วค่อยนำไปผสมน้ำอีก 500-1000 ลิตร (เพื่อความสะดวก) ฉีดพ่นเฉพาะดินเท่านั้น ห้ามฉีดพ่นต้นและใบ พื้นที่ 1-2 ไร่ จะช่วยฟื้นฟูระบบราก ต้นมะนาวจะแข็งแรงขึ้น รวมทั้งเป็นการฆ่าเชื้อโรค ปรับปรุงคุณภาพและโครงสร้างของดิน
3.            สำหรับมะนาวเป็นโรค แคงเคอร์ ราดำบนลูก ใช้สูตร 4 หรือสูตร 5 (20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร) ฉีดพ่นสม่ำเสมอทั่วต้น หลังฝนตก เพื่อล้างน้ำฝน หรือหมอกน้ำค้าง (หากเป็นฝนผิดฤดูจะเป็นฝนกรดทำให้เกิดปัญหากับมะนาวได้) ใบชุดใหม่จะสวยสมบูรณ์ดีกว่าเดิม
4.            สำหรับมะนาวแก่ / ต้นโทรมมาก นอกจากปรับปรุงดินแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยโบกาฉิทุกๆ 2 เดือนเพื่อฟื้นต้นและนำอินทรียวัตถุในท้องถิ่นเช่นฟาง ใบไม้ แกลบ ขี้เลื่อย เปลือกถั่ว มาใส่เพิ่มแล้วเอาโบกาฉิหว่านทับลงไป ใช้ฮอร์โมน สูตร 1+2+3+4 ฉีดพ่นด้วย ประมาณ 7 วันครั้ง
5.            ฉีดพ่นฮอร์โมนอาหารเสริมทางใบ อย่างสม่ำเสมอ ตามความเหมาะสม พิจารณาจากสภาพของต้น
6.            หมายเหตุ ควรบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์ แล้วจึงค่อยทำนอกฤดู เพื่อให้ต้นมะนาวอายุยืน ไม่ควรบังคับต้นที่โทรมให้ออกนอกฤดูจะทำให้อายุสั้น

          การกดใบอ่อน มีขั้นตอนดังนี้
1.            ใส่โบกาฉิสูตรเร่งดอก เช่น มะนาวอายุ 4 ปี ใส่ 2-3 กก. อายุ 10 ปี ใส่ 5-7 กก. เป็นต้น
2.            ฉีดพ่นฮอร์โมนครั้งที่ 1 กลางฤดูฝน เพื่อกดใบอ่อน / เร่งสะสมอาหาร / สร้างตาดอก ใช้สูตร1  20ซีซี + สูตร2  20 ซีซี + สูตร3  20 ซีซี + สูตร4  20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น  ครั้งแรกนี้เพื่อให้ต้นมะนาวได้ปรับสภาพเพื่อรับฮอร์โมนชีวภาพได้
3.            ฉีดพ่นฮอร์โมนครั้งที่3-4 วันถัดมาให้ใช้ สูตร1 20ซีซี + สูตร2 20 ซีซี + สูตร3 20 ซีซี+ สูตร4 30-40 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร
4.            หมายเหตุ ความเข้มข้นที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับถ้ามีฝนตกหนักมะนาวมักแตกใบอ่อน หรือ ใบสวยหนา เขียวสมบูรณ์ดีแล้ว ก็สามารถเพิ่มความเข้มข้นขึ้นได้
      หมักหลุมปลูก
1.            ขุดหลุมขนาดตามความเหมาะสม  (เช่น 30 x 30 ซม.)  ใส่ปุ๋ยคอก / ปุ๋ยหมัก / อินทรียวัตถุที่หาได้ง่าย เช่น ฟาง ใบไม้แห้ง มูลสัตว์ เศษอาหาร ฯลฯ 4-5 กำมือ (เพื่อลดต้นทุน และเป็นอาหารพืชในระยะยาว) หว่านปุ๋ยโบกาฉิสูตรรองพื้น 2 กำมือทับลงไป
2.            ใช้สารปรับปรุงดิน 1 กก. + สุโตจู้ S.T. สูตร4 500 ซีซี  แช่น้ำ 200-500 ลิตร  1 คืน ฉีดพ่นบนวัสดุให้ทั่ว ข้อควรระวัง  เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด ควรใช้ถังที่สะอาด , ขณะเก็บปิดฝาให้สนิทและไม่ถูกความร้อน ควรใช้ให้หมดภายใน 1-2วัน * อัตราความเข้มข้นนี้ ห้ามฉีดพ่น ถูก ต้นและใบพืชที่ปลูก* ในการผสมสารปรับปรุงดินฉีดพ่น ควรเปิดหัวฉีดให้น้ำ ออกสะดวก อาจใช้สายยางฉีดโดยไม่ใส่หัวพ่นจะทำให้หัวพ่นไม่อุดตันเนื่องจากวัสดุหลายชนิด ในสารปรับปรุงดินจะต้องใช้เวลาในการย่อยสลายในแปลงปลูกพืช กากตะกอนในสารปรับปรุงดินเป็นอาหารพืช ใช้ผสมน้ำ แล้วรดราดในนา หรือ ใส่เป็นปุ๋ยให้พืช
3.            กลบดิน แล้วคลุมหลุมปลูกด้วยฟาง 7 วัน ( รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นทุกวัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์ ) จึงปลูกกล้าได้

      การดูแลต้นมะนาว
1.            มะนาวที่เพิ่งปลูก หลังปลูกได้อายุ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น (สูตรรองพื้น) เมื่อต้นใหญ่ขึ้นตัดแต่งกิ่งกระโดงออก เพราะกิ่งที่แตกออกด้านข้างนั้นให้ผลผลิตดีกว่า ต้นจะเป็นทรงพุ่มซึ่งสามารถเก็บลูกได้ง่ายด้วย และ ใช้ฮอร์โมนชีวภาพโตตโต้ สูตร 1+3+4 รวมกันไม่เกิน  20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้ง และใส่โบกาฉิประมาณปีละ 3 ครั้ง (หรือมากกว่า หากดินมีคุณภาพต่ำหรือมีอินทรียวัตถุอยู่น้อย)
2.            มะนาวอายุ 2 ปี ปล่อยให้ติดลูกตามธรรมชาติ ถ้าต้นมีลูกมากเกินไปลูกจะร่วงเอง ยังไม่ควรบำรุงให้ขั้วเหนียวและติดลูกมากเกินไป ควรปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติก่อน เพื่อให้ต้นไม่โทรมและจะมีอายุยืน มะนาวอายุได้ 3 ปี ก็สามารถบำรุงให้ติดลูกได้เต็มที่
3.            มะนาวที่กำลังให้ผลผลิต
  • ถ้าต้องการบำรุงทุกส่วนของพืช ใบ ดอก ผล ใช้ฮอร์โมนน้ำ สูตร 1+2+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร
  • ถ้าใบสวยดีแล้วใช้ฮอร์โมนน้ำ สูตร  2+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้ง
  • ถ้าออกดอกติดผลมากเกินไปไม่ต้องใช้สูตร 2 (บำรุงดอก)ให้ใช้ สูตร 1+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้ง
  • เมื่อมะนาวติดเป็นผล ใส่โบกาฉิ 1-2 เดือนครั้ง โดยเฉพาะมะนาวที่ให้ผลผลิตทั้งปี ยิ่งขยันใส่ทุกเดือนยิ่งดี จะใส่เท่าใดขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่มตารางเมตรละ 2 กำมือ เพื่อบำรุงลูกให้ดก ใหญ่ไซส์จัมโบ้
  • ใช้สุโตจู้ S.T. สูตร 4 ควบคู่ไปกับฮอร์โมนทุกสูตรได้ตลอด จะช่วยป้องกันโรค ล้างฝนกรด ลดราดำ ตัดวงจรแมลงศัตรูพืช

     หากมีโรคและแมลงระบาดหนัก
1.            ใช้ สุโตจู้ S.T.สูตร4 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก่อน 1 - 2 ครั้ง เพื่อให้พืชรู้ตัว และตอบรับกับการใช้ฮอร์โมนชีวภาพก่อน
2.            หลังจากนั้นใช้ สุโตจู้ S.M. สูตร5  ฉีดพ่นในอัตราส่วน ห้ามเกิน”  20 ซีซี : น้ำ 20 ลิตร 3 - 5 วัน/ครั้ง


การกำจัดวัชพืชหลีกเลี่ยงการ ฉีดยาฆ่าหญ้า เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ควรใช้วิธีวางแผนการตัดหญ้า จะได้อินทรียวัตถุและหน้าดินไม่เสีย


การใช้ฮอร์โมนหลายสูตรรวมกัน ตามคุณสมบัติในการบำรุงต้น ใบ ผล ให้ได้ตามความต้องการ อย่าใช้เกินอัตราส่วนเนื่องจากฮอร์โมนชีวภาพนั้นมีประสิทธิภาพเข้าทำงานในระบบเซลล์ของพืชจึงมีฤทธิ์แรงและออกฤทธิ์เสริมกัน การใช้ในอัตราส่วนต่างกันก็จะให้ผลต่างกัน เช่น ใช้อัตราส่วนเจือจางมีผลบำรุงพืช ในขณะที่ฮอร์โมนสูตรเดียวกันใช้อัตราส่วนเข้มข้นขึ้นจะมีผลไปยับยั้งการเจริญเติบโตกดใบอ่อนได้  หรือใช้เกินขนาดสำหรับพืชที่บอบบางเช่น มะเขือเทศ ก็อาจทำให้ใบไหม้ได้
  

การผลิตมะนาวนอกฤดู

การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ และการทำมะนาวนอกฤดู

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จำนวน 100 บ่อ จะใช้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เท่านั้น ซึ่งจะใช้เงินลงทุนมากในช่วงเริ่มแรก ส่วนค่าใช้จ่ายหลักจะอยู่ที่วงบ่อซีเมนต์และฝารองซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายกิ่งพันธุ์มะนาว, ระบบน้ำ ฯลฯ รวมเป็นเงินในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จำนวน 100 วงบ่อ เป็นเงิน 27,000 บาทโดยประมาณ ต้นมะนาวในวงบ่อเมื่อมีอายุต้นเพียง 8 เดือน จะบังคับให้ต้นออกฤดูแล้งได้โดยใช้หลักการเดียวกับการปลูกลงดินคือคลุมพลาสติกให้กับต้นมะนาวในช่วงเดือนกันยายนและกระตุ้นการออกดอกในเดือนตุลาคม จะได้ผลผลิตมะนาวแก่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวราคาแพงที่สุด เท่ากับว่าในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะใช้เวลาเพียงปีเดียวเท่านั้นสามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงฤดูแล้ง

การเริ่มต้นจัดผังปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

รายละเอียดของการเริ่มต้นการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จะต้องวัดพื้นที่ กว้างxยาว ก่อน เพื่อจะหาพื้นที่ หลังจากนั้น เว้นทางเดินประมาณ 2 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 1.20 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.50 เมตร ปลูกแบบแถวคู่แล้วเว้นเป็นทางเดิน 2 เมตร สภาพพื้นที่ปลูกจะต้องปรับให้เรียบเหมือนกับลานตากข้าว วัดระยะการวางวงบ่อ การวางวงบ่อซีเมนต์พยายามวางให้เป็นเลขคู่เพื่อง่ายต่อการวางระบบน้ำและคำนวณแรงดันน้ำ แท็งก์จะแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกจะก่อให้สูง ประมาณ 5 วงบ่อ หรือมีความจุน้ำได้ 1,200 ลิตรจะใช้แท็งก์นี้เพื่อผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพแล้วเปิดน้ำดีเข้าไปผสมปล่อยไปให้ต้นมะนาวในวงบ่อได้โดยตรง ส่วนแท็งก์อีกชุดหนึ่งจะก่อให้สูงประมาณ 9 วงบ่อ จำนวน 2 แท็งก์ เพื่อกักเก็บน้ำสะอาดแล้วช่วยในเรื่องของแรงดัน

การเตรียมดินปลูกมะนาวและขนาดของวงบ่อซีเมนต์

ขนาดของวงบ่อซีเมนต์แนะนำให้เกษตรกรใช้ จะใช้ขนาดวงเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร แต่เดิมฝาวงบ่อคุณพิชัยใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร เท่ากับขนาดของวงบ่อ เมื่อปลูกไปนาน 2-3 ปี พบว่า รากของต้นมะนาวจะโผล่ออกมานอกวงและชอนลงไปในดิน ทำให้ควบคุมในเรื่องของการบังคับให้ออกนอกฤดูได้ยากมากขึ้น ปัจจุบัน จึงได้แนะนำเกษตรกรและแก้ไขให้ซื้อฝาวงบ่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของวงบ่อ ใช้ฝาวงบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 90 เซนติเมตร กว้างกว่า 10 เซนติเมตรดินผสมที่จะใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จะใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด คือ หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน การใช้เปลือกถั่วเขียวจะช่วยให้สภาพดินมีการระบายน้ำที่ดี ถ้าใช้แค่หน้าดินผสมกับขี้วัวจะทำให้ดินปลูกแน่น เวลาให้น้ำไป 3-4 วัน น้ำยังไม่ถึงข้างล่างของวงบ่อ ยังได้ยกตัวอย่างปริมาณของดินที่จะใช้ในการปลูกมะนาว จำนวน 100 วงบ่อ จะต้องใช้หน้าดินประมาณ 1 คันรถสิบล้อ เทคนิคในการผสมวัสดุปลูกจะต้องปูพื้นด้วยหน้าดินเป็นขั้นแรก หลังจากนั้น ใส่ขี้วัวเก่าเป็นชั้นที่ 2 แล้วตามด้วยเปลือกถั่วเขียวเป็นชั้นบนสุด หลังจากนั้นใช้เครื่องตีพรวนติดรถไถจะเร็วกว่าใช้แรงงานคน

การใส่วัสดุปลูกลงบ่อซีเมนต์มีเทคนิค

ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ส่วนใหญ่จะใส่วัสดุปลูกในวงบ่อซีเมนต์เพียงเสมอวงบ่อเท่านั้น เมื่อรดน้ำไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว วัสดุปลูกจะยุบตัวลงมาประมาณ 1 คืบมือ ถ้าเกษตรกรเติมวัสดุปลูกลงไปจะไปกลบลำต้นมะนาว ปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าจะตามมา ดังนั้น ในการใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์จะต้องใส่ให้พูนเป็นภูเขาเลย และที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษขณะที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อนั้นคือ จะต้องขึ้นเหยียบวัสดุปลูกขอบๆ วงบ่อ บริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ การใส่วัสดุปลูกให้เป็นภูเขาจะช่วยในเรื่องดินยุบลงมาเสมอวงบ่อได้นานถึง 1 ปี
 วิธีการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ถูกต้อง
หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรขุดเปิดปากหลุมให้มีขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว (โดยปกติถ้าใช้กิ่งตอนมะนาว ควรจะชำต้นมะนาวไว้นานประมาณ 1 เดือน เท่านั้น ไม่แนะนำให้ซื้อต้นมะนาวที่ชำมานานแล้วหลายเดือน หรือชำค้างปี เนื่องจากจะพบปัญหาเรื่องรากขด ทำให้เจริญเติบโตช้าหรือต้นแคระแกร็น) รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราประมาณ 1 กำมือ ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบรอบๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยกและแนะนำให้ใช้ตอกมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก ตอกจะผุเปื่อยหลังจากปลูกไปนานประมาณ 2 เดือน ต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้ว แต่ที่หลายคนได้ใช้ปอฟางหรือพลาสติคทาบกิ่งมัดกับหลักจะอยู่ได้นานก็จริง แต่ปัญหาที่จะตามมาจะทำให้ลำต้นมะนาวคอด มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้น หลังจากปลูกเสร็จให้เดินท่อ PE เจาะหัวมินิสปริงเกลอร์และวางท่อ PE พาดไปกับวงบ่อเลยเพื่อสะดวกต่อการทำงาน
 

 
 

การทำมะนาวนอกฤดู

การบังคับมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์
1. แปลงนี้ปลูก มะนาวพันธุ์ตาฮิติ และพันธุ์แป้น อายุประมาณ 4 ปี ทั้งหมด 600 วงในเนื้อที่ 2 ไร่เศษ
2. การให้น้ำระบบมินิสปริงเกอร์ ให้น้ำเช้า - เย็น
3. มะนาวจะราคาแพงที่สุดคือช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน ของทุกปี ดังนั้นเมื่อเก็บผลผลิตหมดในเดือน
พฤษภาคม ให้รีบดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
- ตัดแต่งกิ่ง เด็ดผลที่เหลือบนต้นออก เพื่อบำรุงต้น เร่งการสร้างยอดใหม่ ใบใหม่โดย ผลมะนาวที่คุณภาพดีที่สุดคือผลที่เกิดจากยอดใหม่ ผลที่เกิดจากกิ่งเก่าคุณภาพจะด้อยลงมา ผลที่คุณภาพต่ำสุดคือผลที่เกิดติดกิ่ง หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จใช้ปุ๋ยเคมี 15 – 15 – 15 ใส่หนึ่งกำมือต่อวง คุณพิชัยให้เหตุผลว่าหากไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ต้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร และพบอาการผลเหลืองที่ไม่ได้เกิดจากอาการม้านแดดมากกว่าปกติ เนื่องจากการให้ผลผลิตในปีที่ผ่านมา
ต้นมะนาวใช้ธาตุอาหารในการเลี้ยงลูกในปริมาณที่มาก
- เพิ่มวัสดุปลูกในวงบ่อเนื่องจากในแต่ละปีวัสดุปลูกจะยุบลง เพิ่มกาบมะพร้าวบริเวณโคนต้น เนื่องจากาบ
มะพร้าวผุพังไปบ้างในปีที่ผ่านมา กาบมะพร้าวเป็นวัสดุที่ช่วยเก็บรักษาความชื้นได้อย่างดี และยังเป็นวัสดุที่ช่วยเก็บ
รักษาปุ๋ยที่จ่ายมาทางระบบน้ำก่อนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้ต้นมะนาวใช้ ป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารอัน
เกิดจากการไหลบ่า หรือการระเหย
- การให้ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการหมักหอยเชอรี่30 กก. เศษผลไม้ 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. เชื้อพด.
2 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สูตรนี้สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบ ในอัตรา 20 - 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรได้ ในส่วนของ
การให้ทางระบบน้ำนั้น เทคนิคคือใช้ปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 5 ลิตร ต่อน้ำ 1,250 ลิตร ให้ทุก 5 - 7 วัน โดยใน
การให้จะให้ครั้งละ 3 – 5 นาทีเพื่อให้กาบมะพร้าวบริเวณโคนต้นชุ่มก็พอ หลังจากนั้นก็ให้น้ำตาม รอบปกติ น้ำจะ
ค่อย ๆ ละลายธาตุอาหารลงไปให้ต้นมะนาวใช้ เป็นการจัดการที่ประหยัดปุ๋ย ใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

- ในระยะนี้ต้องรักษาใบและยอดให้ดี เนื่องจากมีโรค แมลงที่สำคัญเข้าทำลายในระยะยอดอ่อนถึงเพสลาดคือ เพลี้ยไฟ และโรคแคงเกอร์ ในเรื่องสารเคมีคุณพิชัยให้แนวคิดว่าบางระยะยังต้องมีการใช้อยู่ แต่ต้องเลือกใช้ในระยะที่
ปลอดภัยต่อผู้บริโภค คือใช้ในระยะก่อนเก็บเกี่ยวไม่น้อยกว่า 2 เดือน เนื่องจากแปลงเรียนรู้นี้ปลูกทั้งพันธุ์ตาฮิติ และพันธุ์แป้นคละกันไป พันธุ์แป้นอ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์มาก
- หลักการใช้สารเคมีในแปลงมะนาว นอกจากเพลี้ยไฟ โรคแคงเกอร์แล้วยังมีโรคและศัตรูอื่น ๆ อีก เช่น หนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบ แมลงค่อม โรคยางไหล โรคราเข้าขั้ว การเลือกใช้ชนิดของ
สารเคมีและระยะที่ใช้จึงมีความจำเป็น หากอยู่ในระยะที่ใช้สารเคมีได้ เพลี้ยไฟ และหนอนชอนใบมีสารเคมีที่ คุณพิชัยเลือกใช้ในการป้องกันกำจัดคือ อะบาแม็กติน อัตรา 3 – 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ( ทั้งนี้อัตราการใช้แล้วแต่ความเข้มข้นของแต่ละบริษัทที่ผลิต ) หากพบการระบาดมากจะใช้สาร อิมิดาคลอพริด อัตรา 3 – 5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร แมลงค่อมหรือด้วงปีกแข็งใช้สารคาร์โบซัลแฟน อัตรา 20 – 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซเปอร์เมทริน อัตรา 5 – 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โรคราเข้าขั้วใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโคเซ็บ อัตรา 20 – 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบ็นดาซิม อัตรา 10 – 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ความถี่ในการฉีดพ่น ทุก 7 - 15 วัน หรือแล้วแต่สภาพการระบาดของโรคแมลง นอกเหนือจาก
ระยะนี้แล้ว 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว คุณพิชัยเลือกใช้น้ำหมักชีวภาพที่มีฤทธิ์ไล่ และกำจัดแมลง โดยใช้น้ำหมักที่หมักจาก
สมุนไพรที่ มีรสเผ็ด ขม เหม็น เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด บอระเพ็ด สะเดา ใช้สมุนไพรดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง
30 กก. กากน้ำตาล 10 กก. พด. 7 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 30 ลิตร หมัก 20 วัน นำมาฉีดพ่นในอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20
ลิตรทุก 7 - 15 วัน
- เนื่องจากมะนาว มีอายุ ประมาณ 5 เดือนสามารถเก็บขายได้ในเดือนที่ 6 การวางแผนการบังคับให้ออกนอกฤดู คือต้องทำให้ออกดอก เดือนตุลาคม เดือนกันยายนต้องงดปุ๋ย งดน้ำ จากประสบการณ์ของคุณพิชัยจะเลือกใช้จังหวะฝนทิ้งช่วงประมาณ 7 – 15 วัน เป็นการงดน้ำไปในตัว เนื่องจากมะนาวแปลงนี้ 600 วง คุณพิชัยจัดการเพียง
คนเดียวจึงไม่สะดวกที่จะเลือกใช้พลาสติกคลุม เพราะพลาสติกก่อให้เกิดไอน้ำเกาะบริเวณผิวด้านในพลาสติก ลดความชื้น
ในดินยาก หากจะให้ได้ผลดี ในวันที่แดดออกต้องแกะพลาสติกออกให้น้ำระเหย หากฝนตกต้องคลุมพลาสติก เป็นการจัดการที่ยากในกรณีที่ไม่มีแรงงานเพียงพอ
- งดน้ำจนใบเหี่ยว สลด และหลุดร่วงประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นให้น้ำตามปกติ ปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อเปิดตาดอกในระยะนี้คือ ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงเช่น 12 – 24 – 12 หรือ 15 – 30 -15 ปริมาณ 1 กำมือต่อวงรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้ปุ๋ยละลาย
- หลังติดดอกแล้วให้น้ำตามปกติเช้า – เย็น เวลาละ 5-10 นาที
- ปุ๋ยทางดินที่คุณพิชัยใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ตลอดฤดูการผลิตคือปุ๋ยอินทรีย์ที่หมักจากเศษพืช มูลสัตว์ กากหอยเชอรี่ เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดภาวะดินเสื่อมโทรม ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์ อย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์


ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์

"คนไทยรักข้าวไทย" กรีนพีซร่วมสนับสนุนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของข้าวไทย ข้าว อาหารหลักของคนไทย ผลิตผลการเกษตรส่งออกหลักของประเทศ ชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ กำลังไดัรับผลกระทบอย่างรุนแรงจากข้าวดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ของบริษัทเคมีเกษตร


ชาวนาไทยปลูกต้นกล้าข้าวอินทรีย์บนผืนนาที่กรีนพีซเลือก นาข้าวผืนนี้ขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปะ หรือ "ศิลปะบนนาข้าว" ที่นำเสนอภาพชาวนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก บัดนี้ข้าวออกรวมสีเหลืองถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
เมื่อต้นปี กรีนพีซได้เชิญชวนให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของงาน "ปลูกรักให้ต้นข้าว" ในวันแห่งความรัก เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดราชบุรีื โดยเชิญชวนให้มาช่วยปลูกข้าวในนาข้าว 2 สี (ข้าวสีทองกับข้าวก่ำสีดำ) ขนาด 10 ไร่ เพื่อสร้างศิลปะอันสวยงาม ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ในกิจกรรมงาน "ปลูกรักให้ต้นข้าว" เราได้ร่วมกันลงแขกดำนา พูดคุยเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์กับปราชญ์ข้าวไทย (คุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง) และมีการสอนการทำสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวนาผลิตขึ้นเพื่อใช้ไล่แมลงในนาข้าว เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำกลับไปใช้ได้กับต้นไม้ของที่บ้านได้ด้วย
… แปลงข้าวนี้ ได้เติบโตเป็นภาพศิลปะจากธรรมชาิติที่สวยงามดังภาพนี้ ศิลปะนี้เกิดจากต้นข้าวจริงๆ ในพื้นที่ 10 ไร่ บางท่านคงได้ไปชมกันแล้วนะคะ


ณ บัดนี้ข้าวได้ออกรวงเป็นสีเหลืองแล้ว ดังภาพนี้...

เพื่อดูเด็กๆร่วมกันปลูกต้นกล้า "ปลูกรัก​ให้​ต้นข้าว"  เมื่อวันแห่งความรัก 14 กุมภา 
ตั้งแต่ต้นปีนี้ กรีนพีซได้รณรงค์เพื่อปกป้องข้าวไทยจากการตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) เราหวังว่าการรณรงค์นี้จะสร้างความสนใจแก่สาธารณชน และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อหยุดยั้งบรรษัทเคมีเกษตรข้ามชาติไม่ให้ทดลองข้าวจีเอ็มโอในประเทศไทย พืชจีเอ็มโอมีเจ้าของสิทธิบัตร ซึ่งเป็นเครื่องมือในการขโมยอธิปไตยทางอาหารไปจากประเทศ คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอันมีค่า และ เป็นภัยต่อสุขภาพ

ต้นกล้าข้าวอินทรีย์ที่กรีนพีซนำไปใช้สร้างศิลปะบนนาข้าว


ต้นกล้าข้าวอินทรีย์ที่กรีนพีซนำไปใช้สร้างศิลปะบนนาข้าว สายพันธุ์ชัยนาท 1 เป็นสายพันธุ์ข้าวที่ปลูกในนาชลประทาน และสายพันธุ์ก่ำพะเยา เป็นสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง มีสีดำ


ชาวนาไทยปลูกต้นกล้าข้าวอินทรีย์บนผืนนาที่กรีนพีซเลือก นาข้าวผืนนี้ขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปะ หรือ "ศิลปะบนนาข้าว" ที่นำเสนอภาพชาวนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก


ภาพถ่ายของนางสำเนียง ฮวดลิ้ม อายุ 62 ปี เกษตรกรและเจ้าของนาข้าวอินทรีย์ ที่กรีนพีซใช้ปลูกศิลปะบนนาข้าว นางสำเนียงเป็นชาวนาเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่พ.ศ.2547 คุณป้าสำเนียงพบว่า่การปลูกข้าวอินทรีย์ใช้ต้นทุนต่ำกว่าเกษตรกรรมแบบใช้สารเคมีมาก (ต่ำกว่า 1,000 บาท เทียบกับการใช้สารเคมีเกษตรที่ราว 4,000 บาท) แต่กลับให้ผลผลิตเท่าเดิม


กระบวนการทำเส้นขนมจีนจากข้าวอินทรีย์ในโรงงานผลิตเส้นขนมจีนขนาดเล็ก ซึ่งดำเนินการโดยครอบครัวฮวดลิ้ม นาข้าว 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) สามารถผลิตเส้นขนมจีนได้ 1,000 กิโลกรัม ในทุกๆ วัน ครอบครัวนี้สามารถผลิตเส้นขนมจีนอินทรีย์ได้อย่างน้อย 200 กิโลกรัม


ชาวนาไทยเตรียมต้นกล้าข้าวอินทรีย์เพื่อนำไปปลูกบนผืนนาที่กรีนพีซเลือก นาข้าวผืนนี้ขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปะ หรือ "ศิลปะบนนาข้าว" ที่นำเสนอภาพชาวนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก

ปูในนาข้าวที่กรีนพีซปลูก "ศิลปะบนนาข้าว" สัตว์เปลือกแข็งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญที่ได้จากเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่ยั่งยืน


ชาวนาไทยปลูกต้นกล้าข้าวอินทรีย์บนผืนนาที่กรีนพีซเลือก นาข้าวผืนนี้ขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปะ หรือ "ศิลปะบนนาข้าว" ที่นำเสนอภาพชาวนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก
ศิลปะบนนาข้าวเกิดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองมรดกอันมีค่ายิ่งของประเทศไทย นั่นคือ ข้าว เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลปกป้องฟืชอาหารที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคจากภัยคุกคามจากการตัดต่อพันธุกรรมที่กำลังคืบคลานเข้ามา รวมถึงจากผลกระทบอันร้ายกาจของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตัวอย่างการผลิตข้าวอินทรีย์

เปรียบเทียบการผลิตข้าวโดยทั่วไปกับการผลิตข้าวอินทรีย์ รูปแบบการผลิตข้าวอินทรีย์ great harvest และ ไทไท ประกอบด้วย
ด้านการผลิต : ฝ่ายผลิต(production part) การจัดทำโครงการ กำหนดผู้เกี่ยวข้อง สมัครขอรับการรับรอง กับหน่วยรับรองที่ผู้ซื้อต้องการกำหนดและขึ้นทะเบียนพื้นที่ ทะเบียนเกษตรกร และการจัดการสภาพแวดล้อม กำหนดแผนการเพาะปลูก จนได้ข้าวเปลือก การรวบรวมผลผลิต เก็บรักษา แปรรูป บรรจุผลิตภัณฑ์ และวางตลาด ทุกขั้นตอน มีการจัดทำเอกสารส่งให้หน่วยรับรอง
ด้านการตรวจสอบ : วางแผนการตรวจสอบ โดยกำหนดผู้ตรวจในแต่ละขั้นตอน ตรวจประเมิน วิเคราะห์ สัมภาษณ์ และสอบทวนทุกขั้นตอนการตรวจสอบ มีเอกสารรายงานผลกำกับ ส่งเอกสารรายงานทุกขั้นตอน ให้หน่วยรับรอง
ด้านการรับรอง : หน่วยรับรอง(certify body ) พิจารณาเอกสารรายงาน ทั้งจากด้านการผลิต และด้านการตรวจสอบ แล้วสรุปผลว่า จะให้หรือไม่ให้การรับรองผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากรอบการผลิตนั้น
กรณีตัวอย่าง(prototype)การผลิตข้าวอินทรีย์great harvest และ ไทไท
เปรียบเทียบการผลิตข้าวโดยทั่วไป กับ การผลิตข้าวอินทรีย์
รูปแบบการผลิตข้าวอินทรีย์ great harvest และ ไทไท

 
ด้านการผลิต :
ฝ่ายผลิต(production part) การจัดทำโครงการ กำหนดผู้เกี่ยวข้อง สมัครขอรับการรับรอง กับหน่วยรับรองที่ผู้ซื้อต้องการ กำหนดและขึ้นทะเบียนพื้นที่ ทะเบียนเกษตรกร กำหนดแผนการเพาะปลูก จนได้ข้าวเปลือก การรวบรวมผลผลิต เก็บรักษา แปรรูป บรรจุผลิตภัณฑ์ และวางตลาด ทุกขั้นตอน มีการจัดทำเอกสารอส่งให้หน่วยรับรอง
ด้านการตรวจสอบ :
วางแผนการตรวจสอบ โดยกำหนดผู้ตรวจในแต่ละขั้นตอน ตรวจประเมิน วิเคราะห์ สัมภาษณ์ และสอบทวนทุกขั้นตอนการตรวจสอบ มีเอกสารรายงานผลกำกับส่งเอกสารายงานทุกขั้นตอน ให้หน่วยรับรอง
ด้านการรับรอง :หน่วยรับรอง(certify body) พิจารณาเอกสารรายงาน ทั้งจากด้านการผลิต และด้านการตรวจสอบ
กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ Great Harvest และไทไท
          ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) เป็นข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic farming หรือ Organic agriculture) ซึ่งเป็นวิธีการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือสารสังเคราะห์ต่างๆ เป็นต้นว่า ปุ๋ย-เคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ในทุกขั้นตอน การผลิต เก็บรักษา แปรรูป และบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์จนถึงมือผู้บริโภค แต่ให้เน้นการใช้สารหรือวัสดุอินทรีย์ วัสดุธรรมชาติ และการจัดการเพาะปลูกให้ต้นข้าวแข็งแรงทนทานต่อศัตรูข้าว ตลอดจนการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการควบคุมของศัตรูธรรมชาติ โดยคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อม สุขอนามัยและคุณภาพชีวิต ตลอดจนความยั่งยืนของระบบการผลิต
          ในการผลิตข้าวแบบทั่วไปนั้น พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมักจะถูกกำหนดโดยความต้องการของตลาดผ่านโรงสี พ่อค้าหรือเพื่อนบ้าน รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการปลูกของภาครัฐ ชาวนามีหน้าที่รับผิดชอบในขั้นตอนการปลูกไปจนถึงเป็นข้าวเปลือก โดยรับคำแนะนำและใช้ปัจจัยการผลิตจากภาครัฐและภาคธุรกิจเกษตร หลังจากนั้นจะขายข้าวเปลือกให้โรงสีหรือพ่อค้าข้าวในพื้นที่ตามราคาของตลาดในปีนั้น ๆ แล้วชาวนาจะหมดความรับผิดชอบในข้าวนั้น ๆ ซึ่งทางโรงสีจะแปรรูปจำหน่ายให้พ่อค้าท้องถิ่นหรือผู้ส่งออกที่จะรับผิดชอบในขั้นตอนต่อ ๆ ไป
การผลิตข้าวโดยทั่วไป (แยกส่วนรับผิดชอบ)
          ในการผลิตข้าวอินทรีย์นั้น จะต้องเริ่มต้นด้วยการรวบรวมองค์กรต่าง ๆ เข้าเป็นระบบการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นหาตลาดจำหน่าย กำหนดพื้นที่ วางแผนการผลิต ขึ้นทะเบียน ปลูกข้าวอินทรีย์จนได้ข้าวสารแล้วส่งต่อให้องค์กรเก็บรักษาและแปรรูป หน่วยงานคัดและปรับปรุงคุณภาพและบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ ส่งให้ตลาดในที่สุด (ส่วน A) นอกจากนี้ในการผลิตข้าวอินทรีย์จะต้องมีระบบตรวจสอบและรับรอง (ส่วน B) ที่แยกจากส่วนการผลิตอย่างชัดเจน โดยเริ่มที่การสมัครขอรับการรับรอง ส่งเอกสารแจ้งสภาพแวดล้อมและแผนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ แล้วองค์กรหรือหน่วยงานที่จะให้การรับรองส่งผู้ตรวจสอบเข้าตรวจประเมินในขั้นตอนต่าง ๆ แล้วส่งรายงานให้หน่วยรับรองตรวจสอบเอกสารและตรวจซ้ำในจุดที่ยังไม่ชัดเจน แล้วจึงพิจารณาให้หรือไม่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์ เห็นได้ว่า การผลิตข้าวอินทรีย์นี้ ทุกองค์กรในระบบการผลิตจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีองค์กรหลักเป็นผู้ประสานงานและลงทุนในระบบรวมทั้งดูแลการจัดการผลตอบแทนที่แต่ละองค์กรจะได้รับ และกำหนดโครงการสร้างราคาอย่างเป็นธรรม
การผลิตข้าวอินทรีย์ (รับผิดชอบร่วมกันทั้งระบบ : มีองค์กรหลักประสานงาน/ลงทุน)

 
ตารางขั้นตอนในกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ Great Harvest และ ไทไท

การควบคุมวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้งสำหรับการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์

เป็นเวลามากกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าว จากการทำนาดำ เป็นนาหว่านแห้งกันมากขึ้น จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(2541) พบว่าพื้นที่การทำนาหว่านข้าวแห้ง ปี 2540/41 ประมาณ 8.17 ล้านไร่ การที่เกษตรกรหันมาทำนาหว่านข้าวแห้งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีการปลูกข้าวที่ประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่าย เพราะการปลูกข้าวแบบนาหว่านข้าวแห้ง เป็นการปลูกข้าวแบบหว่านเมล็ดโดยตรง เมล็ดข้าวจะงอกพร้อมกัน เมื่อได้รับน้ำฝนหรือมีความชื้นสภาพแวดล้อมเหมาะสม แต่ปัญหาสำคัญที่ตามมา คือ ปัญหาจากวัชพืชในนาข้าว หากไม่มีการควบคุมและกำจัดวัชพืชแล้ว จะเกิดการสูญเสีย และมีผลทำให้ผลผลิตของข้าวในการทำนาหว่านข้าวแห้งลดลง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

การควบคุมและกำจัดวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้ง ที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ส่วนใหญ่เป็นวิธีดั้งเดิม เช่น การเตรียมดินปลูกที่ดีและการใช้แรงงานถอนกำจัดวัชพืช แต่การถอนวัชพืชด้วยมือในนาหว่านข้าวแห้ง จะกระทำได้ยาก สิ้นเปลืองแรงงาน มีค่าใช้จ่ายสูง และทำลายต้นข้าวขณะปฏิบัติงาน นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชค่อนข้างต่ำอีกด้วย การจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน (Integrated Weed Management) เป็นการควบคุมและกำจัดวัชพืชที่เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง มีการนำวิธีการหลายๆ วิธีมาใช้ร่วมกัน องค์ประกอบของการจัดการวัชพืช เช่น การจำแนกชนิดวัชพืช วิธีการเขตกรรม การใช้อัตราปลูกที่เหมาะสม การคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม การปลูกพืชร่วมระบบและการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ประโยชน์จากมวลชีวภาพมาใช้ร่วมกัน หรืออาจจะประสานกับการปฏิบัติด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์โดยประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่จะตามมาอีกด้วย
ปัญหาวัชพืชระบาดรุนแรงในนาหว่านข้าวแห้ง


การวิจัยทางด้านวิทยาการวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการนำแนวทางการจัดการวัชพืชมาใช้โดยมีการนำวิธีการลดปัญหาที่เกิดจากวัชพืชมากกว่าหนึ่งวิธีมาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้เทคโนโลยีวิธีการควบคุมและกำจัดวัชพืช ที่ทำให้เกิดสภาวะที่ขจัดหรือลดอัตราการเจริญเติบโตของวัชพืช โดยให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ตลอดจนผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด และประการสุดท้ายเป็นแนวทางการผลิตข้าวหอมมะลิแบบอินทรีย์ วิธีการต่างๆ มีดังต่อไปนี้
การจำแนกชนิดวัชพืช

การเปลี่ยนวิธีการทำนาจากนาดำเป็นนาหว่านข้าวแห้ง ทำให้ระบบนิเวศการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่ช่วงระยะการปลูก การเปลี่ยนพันธุ์ข้าว การเตรียมดินและการจัดการอื่นๆ ทำให้ชนิด และปริมาณวัชพืชมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากการสำรวจประชากรวัชพืช ในสภาพการทำนาหว่านข้าวแห้ง พบว่าในระยะแรกๆ ของการเจริญเติบโตทางลำต้นหรือประมาณ 30 วันของข้าวหลังจากข้าวงอก ชนิดวัชพืชเด่นที่พบ เช่น หญ้านกสีชมพู (Echinochloa colon (L.) Link), เซ่งใบมน (Melochia corchorifolia L.) และกกต่างๆ เช่น กกทราย (Cyperus iria L.), เป็นต้น แต่ในระยะ 60 วันหลังข้าวงอก หรือต้นข้าวมีการเจริญเติบโตในช่วงเริ่มแตกกอ จะพบหญ้านกสีชมพู ในระยะเก็บเกี่ยวจะพบหญ้าแดง (Ischaemum rugosum Salisb.) และหญ้าไทร (Leersia hexandra SW.) มีจำนวนมากกว่าชนิดอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงชนิดและจำนวนของวัชพืช ตั้งแต่ต้นฤดูปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว แตกต่างกันไป โดยที่ในระยะแรกของการปลูก จะพบวัชพืชพวกวงศ์หญ้า และวัชพืชใบกว้างเกิดขึ้นมากกว่าประเภทอื่นๆ แต่ในระยะเก็บเกี่ยวจะพบว่าปริมาณวัชพืชพวกกกมีจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความชื้น และระดับน้ำในนา ตลอดจนการเจริญเติบโตของต้นข้าวทั้งความสูงและพื้นที่ใบ ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชนิดและปริมาณวัชพืชด้วยเช่นกัน
หญ้านกสีชมพู (Echinochloa colona (L.) Link)
เซ่งใบมน (Melochia corchorifolia L.)


พันธุ์ข้าว

พันธุ์ข้าวที่มีรูปทรงต้นและลักษณะบางประการ มีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชได้ค่อนข้างสูง เช่น ลักษณะทรงต้นสูง ใบแผ่กว้างจะช่วยปกคลุมพื้นที่ปิดกั้นบดบังแสงมิให้แสงส่องผ่านลงสู่ต้นล่าง ทำให้ปริมาณและความเข้มของแสงที่ผิวดินต่ำลง ทำให้การงอกของเมล็ดวัชพืชบางชนิดลดลง และชะลอการเจริญเติบโตของต้นกล้าวัชพืชลงได้ ในสภาพนาหว่านข้าวแห้งได้มีการศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชของข้าวสายพันธุ์ดีเด่นบางพันธุ์ในนาหว่านข้าวแห้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการทดลองพบว่าในสภาพที่ปล่อยให้มีการแข่งขันกับวัชพืช ในข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, และกข23 จะพบจำนวนต้น และ น้ำหนักแห้งวัชพืชเหลืออยู่ค่อนข้างต่ำ
จากผลการทดลองดังกล่าวนี้ แสดงว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่มีลักษณะทรงต้นสูง ใบยาวและแผ่กว้างทำให้วัชพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ หรือลดจำนวนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จะให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ เมื่อมีการแข่งขันกับวัชพืชในสภาพการทำนาน้ำฝน
พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105


อย่างไรก็ตามข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เมื่อปล่อยให้มีการแข่งขันกับวัชพืชจะพบปริมาณวัชพืชเกิดขึ้นน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อมีการกำจัดวัชพืชจะโดยวิธีใดก็ตามทำให้ข้าวพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น จากข้อดีดังกล่าวนับว่าเป็นความได้เปรียบของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการทำนาแบบนาหว่านข้าวแห้ง ในเขตอาศัยน้ำฝนที่มีปัญหาเนื่องจากวัชพืชระบาดรุนแรง
วิธีการเตรียมดินและการปลูก

การเตรียมแปลงปลูกที่ดี จะช่วยลดปัญหาจากวัชพืชได้ แต่ในสภาพการทำนาหว่านข้าวแห้ง ในพื้นที่อาศัยน้ำฝน เมื่อปริมาณและการกระจายตัวของฝนเหมาะสม ทำให้เมล็ดข้าวที่อยู่ในดินงอกขึ้นมาขณะเดียวกันเมล็ดวัชพืชที่อยู่ในระดับผิวดินก็จะงอกขึ้นมาพร้อมกับต้นข้าวและการแข่งขันในปัจจัยการเจริญเติบโตกับต้นข้าวจึงเริ่มขึ้น อีกกรณีหนึ่งการไถเป็นการกำจัดวัชพืชที่เกิดขึ้นมา หรือทำลายเมล็ดวัชพืชในระดับที่จะงอกได้ ในเวลาเดียวกันจะเป็นการพลิกให้เมล็ดวัชพืชที่อยู่ลึกในดินขึ้นมาสู่ผิวดิน และสามารถงอกขึ้นมาอีก
เกษตรกรไถเตรียมดินด้วยรถแทรกเตอร์ ชนิด 7 ผาล
เกษตรกรคราดเตรียมแปลงด้วยรถไถเดินตาม

การปลูกข้าวแบบนาหว่านมีการปฏิบัติที่หลากหลาย เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ และการหว่านหลังขี้ไถทั้ง 3 รูปแบบเป็นการปลูกข้าวที่มีข้อแตกต่างตรงวิธีการเตรียมดิน และการปลูก โดยการเตรียมดินมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดวัชพืชดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ในนา ก่อนที่จะหว่านข้าว ซึ่งวิธีการเตรียมดินของเกษตรกรในปัจจุบัน ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ เช่น รถไถเดินตาม หรือรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ และการเตรียมดินจะพิถีพิถันมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับเครื่องมือ ค่าใช้จ่าย และความพร้อมของเกษตรกรเอง โดยมีวิธีการปลูกร่วมกับการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ในการทำนาหว่านข้าวแห้งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าวิธีการเตรียมดินและปลูกตามแบบต่างๆ ทั้ง 3 แบบ ซึ่งเป็นวิธีของเกษตรกรและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวอัตราตั้งแต่ต่ำสุดที่ 8 กิโลกรัม ถึงสูงสุดที่ 24 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ได้รับไม่แตกต่างกันทุกวิธีการปลูก และทุกอัตราเมล็ดพันธุ์ โดยเฉลี่ยประมาณ 265 กิโลกรัมต่อไร่


อัตราเมล็ดพันธุ์

ตามปกติในการทำนาหว่านข้าวแห้ง มีคำแนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1-2 ถังต่อไร่ หรือประมาณ 10-20กิโลกรัมต่อไร่ การใช้เมล็ดพันธุ์อัตราดังกล่าว จะทำให้มีประชากรของต้นข้าวที่เหมาะสม สำหรับในเรื่องอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเกษตรกรจะให้ความสนใจมาก บางพื้นที่ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 40-50 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียจากการทำลายของสัตว์ศัตรูข้าว เช่น นก หนู เป็นต้น และเพิ่มการ แข่งขันระหว่างข้าวกับวัชพืชในแปลงนา การใช้อัตราที่เหมาะสมประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้ประชากรต้นข้าวที่เกิดขึ้นมาสามารถที่จะแข่งขันกับวัชพืชได้ มีการวิจัยและนำเอาวิธีการดังกล่าวมาผสมผสานร่วมกัน โดยที่เมื่อทำการเพิ่มอัตราเมล็ดพันธุ์ให้สูงขึ้นจะมีผลทำให้ชนิด และจำนวนวัชพืชที่เกิดขึ้นในแปลงปลูกข้าวลดลง ตามอัตราการเพิ่มขึ้นของเมล็ดพันธุ์ การทำนาหว่านข้าวแห้งด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 18-24 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยลดปัญหาวัชพืชให้ลดลง อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ในการแนะนำ ให้เกษตรกรปลูกข้าวแบบการทำนาหว่านข้าวแห้ง ตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกร โดยการจัดการวิธีการเตรียมดินและวิธีการปลูกแต่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยลดต้นทุนการผลิตข้าวในด้านแรงงานและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อลดปัญหาวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้งได้ในระดับหนึ่ง โดยลดต้นทุนการผลิตข้าวที่จะต้องใช้แรงงานเตรียมดิน และอัตราเมล็ดพันธุ์ได้อย่างเหมาะสม

การกำหนดช่วงเวลาปลูก
พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105, กข15 และกข6 เป็นพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง เหมาะสำหรับการปลูกในฤดูนาปี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรจะเริ่มไถเตรียมดินและหว่านข้าวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป การที่เกษตรกรหว่านข้าวเร็วจะทำให้ต้นข้าวอยู่ในนาเป็นเวลานาน และจะประสบกับปัญหาจากสภาพความแห้งแล้งเนื่องจากฝนทิ้งช่วง มีวัชพืชขึ้นแข่งขันมาก และแมลงสัตว์ศัตรูข้าวรบกวน การกำหนดช่วงระยะปลูกที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาจากวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้งได้ มีคำแนะนำให้หว่านข้าวประมาณเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนสิงหาคมแทนที่จะปลูกในเดือนเมษายน จากการทดสอบศึกษาช่วงเวลาปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์กข6 โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ปลาย เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกรกฎาคม พบว่า การกำหนดระยะเวลาปลูกเร็วหรือช้าจะมีผลกระทบต่อการให้ผลผลิตของข้าวทั้ง 2 พันธุ์ โดยที่การปลูกประมาณกลางเดือนกรกฎาคมจะให้ผลผลิตสูงสุด และมีปัญหาวัชพืชต่ำ การปลูกข้าวทั้ง 2 พันธุ์นี้เร็วแต่ต้นปี จะทำให้ข้าวประสบกับสภาวะแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง และเกิดปัญหาจากวัชพืชรุนแรงติดตามมา
วิธีการ การควบคุมวัชพืชร่วมกับอัตราเมล็ดพันธุ์

พันธุ์ข้าวที่แนะนำ และส่งเสริมให้ปลูกในนาหว่านข้าวแห้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองเช่นพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, เหลืองประทิว 123, ขาวตาแห้ง 17, กข15 และ กข6 เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะทรงต้นสูง ใบยาวใหญ่แผ่ โน้มปกคลุม เป็นลักษณะที่มีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชได้ดี การใช้พันธุ์พืชปลูกที่สามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ดี จัดเป็นวิธีการหนึ่งของการจัดการวัชพืช มีการศึกษาพันธุ์ข้าว 2 พันธุ์ที่มีลักษณะรูปทรงต้นแตกต่างกัน คือ พันธุ์กข23 และพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชต่างกัน พบว่าใช้พันธุ์ข้าว กข23 การใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 32 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด ส่วนพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์ที่อัตรา 16 กิโลกรัมต่อไร่ จะให้ผลผลิตสูงสุด การเพิ่มอัตราเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ 8 ถึง 40 กิโลกรัมต่อไร่ ในสภาพที่ไม่มีการกำจัดวัชพืช จะทำให้น้ำหนักแห้งของวัชพืชลดลงตามอัตราการเพิ่มขึ้นของเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากอัตราเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเป็นอัตราที่ทำให้มีประชากรต้นข้าว และความหนาแน่นของต้นข้าวแข่งขันกับวัชพืชได้อย่างเหมาะสม ในทำนองเดียวกันการกำจัดวัชพืชโดยการถอนด้วยมือ 2 ครั้ง ที่ระยะ15 และ30 วันหลังข้าวงอก จะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 84 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับไม่มีการควบคุมวัชพืช
เกษตรกรกำจัดวัชพืชโดยใช้มือถอน



แนวทางการควบคุมวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้งเพื่อผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีแนวทางในการจัดการอีกหลายด้านที่จะช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น การจัดการปุ๋ย การจัดการเรื่องน้ำ การจัดการเขตกรรม การใช้ประโยชน์จากมวลชีวภาพ การปลูกพืชหมุนเวียนหรือระบบการปลูกพืช และการควบคุมวัชพืชโดยชีววิธี เป็นต้น วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีการนำมาวิจัยผสมผสานร่วมกัน เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมในการลดปัญหาวัชพืช ในนาหว่านข้าวแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแนะนำถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป
กล่าวโดยสรุปการจัดการวัชพืชในนาหว่านข้าวแห้งสำหรับการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็นการนำวิธีการควบคุมและกำจัดวัชพืชหลายๆ วิธีมาใช้ร่วมกัน โดยที่แต่ละวิธีการจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งมีผลทำให้ชนิดและจำนวนวัชพืชที่จะเป็นตัวแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโตของข้าว เช่น ธาตุอาหาร, น้ำ ความชื้น และแสงแดดนั้นลดลง หรือเหลือน้อยที่สุด การจัดการวัชพืชเป็นการนำวิธีการควบคุมและกำจัดวัชพืชทั้งทางตรงและทางอ้อมมาใช้ผสมผสานกัน โดยคำนึงถึงปัจจัยต้นทุนในการผลิตข้าวของเกษตรกรให้ต่ำที่สุด และมีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและในสภาพแวดล้อมมากที่สุด จึงจะได้ชื่อว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์อย่างแท้จริง
การควบคุมระดับน้ำในแปลงนา จะช่วยลดปัญหาวัชพืช

การผลิตข้าวอินทรีย์

ปัจจุบันการค้าข้าวอินทรีย์ยังมีปริมาณน้อย แต่แนวโน้มการบริโภคข้าวอินทรีย์มีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม การผลิตข้าวเพื่อการค้าโดยทั่วไปจะไม่มีการรับผิดชอบร่วมกัน ดังภาพที่ 1 ส่วนการผลิตข้าวอินทรีย์เกษตรกรควรรวมตัวกันเพื่อวางระบบการผลิตและการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้มีอำนาจในการต่อรอง โดยทุกกลุ่มร่วมกันรับผิดชอบกันทั้งระบบ ดังภาพที่ 2 และตารางที่ 1
ภาพที่ 1


ภาพที่ 2


ตารางที่ 1 ขั้นตอนในกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์เพื่อการค้า